⇉ แบบสำรวจ (10 วินาที):  สิ่งไหนหรืออะไรที่คุณอยากรู้และอยากให้มีบนเว็บไซต์มากกว่านี้ ❤

Browse Category: Weight Loss

7 คุณประโยชน์จากคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

whole-wheat-bread-1
Source: Flickr (click image for link)

‘’คาร์โบไฮเดรตชนิดที่ดี’’ มีด้วยหรอ? หลายคนที่กำลังอยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนักก็คงจะทราบกันดีว่าตัวการที่ทำให้เรามีสัดส่วนเกินนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตนั่นเอง โดยเฉพาะในสาวๆ คงจะทำใจยากซักหน่อยที่จะต้องจำกัดหรือหลีกเลี่ยงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเปรียบเสมือนอาหารหลักของเราเลยทีเดียว ไหนจะข้าว ขนมหวาน เครื่องดื่มชา กาแฟปั่นทั้งหลายมันช่างหอมหวานยั่วยวนใจเราเหลือเกิน การควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรตเป็นสิ่งที่ดีค่ะ แต่จะให้ไม่รับประทานเลยก็ไม่ได้เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตนั้นเป็นสารอาหารหลักที่ให้พลังงานแก่ร่างกายของเราค่ะ เพราะฉะนั้นเราก็ควรที่จะเลือกรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ดีให้แก่ร่างกายของเราดีกว่า ไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนักเท่านั้นแต่ยังช่วยในเรื่องของสุขภาพของเราอีกด้วยค่ะ หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าคาร์โบไฮเดรตนั้นจำแนกออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 2 กลุ่มค่ะ นั่นก็คือ กลุ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว (Simple Carbohydrate) และ กลุ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex Carbohydrates) ดังนี้

  1. คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว (Simple Carbohydrate) เป็นคาร์โบไฮดรตย่อยง่าย จำพวก แป้งขัดขาว ข้าวขาว ขนมปังขาว น้ำตาล รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผ่านการแปรรูป โดยเมื่อเรารับประทานเข้าไปแล้วกระบวนการทำงานของคาร์โบไฮเดรตจะทำการเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ง่ายและรวดเร็ว หรือเกือบจะทันทีที่เรารับประทานเข้าไป โดยจะไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดอย่างฉับพลัน ทำให้รู้สึกมีพลังงานขึ้นทันที อย่างไรก็ตามถ้าเกิดน้ำตาลที่เข้าสู่ร่างกายในรูปแบบของพลังงานมากเกินความจำเป็น พลังงานส่วนที่เหลือก็จะถูกจัดเก็บและแปรเปลี่ยนเป็นไขมันที่สะสมตามร่างกายของเราในที่สุด อีกทั้งถ้าระดับในเลือดสูงเกินไปก็จะไปทำให้ตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินออกมาเพื่อลดระดับน้ำตาลให้อยู่ในภาวะปกติซึ่งจะไปทำให้ตับอ่อนของเราทำงานหนักจนเกินไป และเมื่อถึงจุดที่ฮอร์โมนอินซูลินถูกผลิตออกมามากจนเกินไปจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างรวดเร็วและทำ ให้รู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าเดิม หากเป็นมากอาจหน้ามืดเป็นลม ซึ่งเป็นกระบวนการที่นำไปสู่การเป็นโรคเบาหวาน นั่นก็คือการผลิตฮอร์โมนอินซูลินบกพร่องค่ะ
  2. คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex Carbohydrates) เป็นคาร์โบไฮเดรตย่อยยาก ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตหรืออาหารประเภทแป้งที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี หรือแทบไม่จะไม่ผ่านกรรมวิธีดัดแปลงใด ๆ มาเลย จำพวก แป้งไม่ขัดขาว ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังธัญพืช (โฮลวีต) เมล็ดพืช ธัญพืชเผือก มัน ข้าวโอ๊ต ถั่ว ผักสีเขียวและเหลือง มันหวาน และผักที่มีแป้งสูง ได้แก่ ผักหัวต่างๆ ผลไม้บางชนิด เนื่องจากเป็นคาร์โบไฮเดรตประเภทที่ไม่ผ่านการขัดสีใดๆ จึงคงคุณค่าสารอาหารไว้อย่างเต็มเปี่ยมจำพวก วิตามิน แร่ธาตุบางชนิดรวมถึงเส้นใยอาหาร ร่างกายจึงได้รับคุณประโยชน์จากแป้งชนิดนี้เข้าไปเต็มๆ โดยที่แทบไม่กระทบไปถึงระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งร่างกายจะค่อยๆ ดูดซึมสารอาหารจากแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี และในกระบวนการเปลี่ยนจากแป้งเป็นน้ำตาลก็จะช้ากว่าแป้งขัดขาว ทำให้ร่างกายได้พลังงานต่อเนื่องยาวนานรวมทั้งระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มคงที่สม่ำเสมอทำให้มีพลังงานต่อเนื่อง ไม่หิวบ่อยค่ะ

 

 

7 ประโยชน์จากคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

 

1.ช่วยในการขับถ่ายและป้องกันมะเร็งลำใส้

สำหรับคาร์โบไฮเดรตเซิงซ้อนหรืออาหารในกลุ่มแป้งชนิดที่ดี มักจะรู้จักกันในคำว่า “ใยอาหาร” พบอยู่มากในเยื่อหุ้มเมล็ดและพืชผัก จึงมีประโยชน์ช่วยในเรื่องของการขับถ่าย ช่วยขับถ่ายสารพิษในร่างกายผ่านของเสียได้มากขึ้น และด้วยคาร์โบไฮเดรตเซิงซ้อน เป็นกลุ่มแป้งที่ไม่ผ่านกระบวนการดัดแปลง, ขัดสี หรืออย่างน้อย ๆ ก็ควรผ่านกระบวนการเหล่านี้มาเบาที่สุด จึงทำให้ร่างกายทำการย่อยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อที่จะได้ดูดซึมแร่ธาตุและวิตามินได้อย่างครบถ้วนที่สุดค่ะ

 

2.ทำให้อิ่มนาน ไม่หิวบ่อย

เนื่องด้วยกระบวนการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลของคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเกิดขึ้นช้า ดังนั้นจึงทำให้ร่างกายมีพลังงานต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเรารับประทานเข้าไปก็ก็จะทำให้อิ่มอยู่ท้องได้นาน ทำให้ไม่รู้สึกหิวบ่อย อีกทั้งยังให้พลังงานสูงในขณะที่ให้แคลอรี่น้อยด้วยค่ะ

 

3.ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่

คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนนั้นเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะค่อยๆ ถูกย่อย คือร่างกายต้องใช้เวลาในการย่อยให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวก่อนที่จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายที่ผนังเซลล์ลำไส้เล็กและเข้าสู่กระแสเลือดต่อไป เนื่องจากในแป้งไม่ขัดขาวยังมีคุณค่าอย่างอื่นอีกเช่นวิตามิน แร่ธาตุบางชนิดรวมถึงเส้นใยอาหาร ดังนั้นร่างกายจึงค่อยๆ ดูดซึมสารอาหารจากแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี ในกระบวนการเปลี่ยนจากแป้งเป็นน้ำตาลจึงช้ากว่าแป้งขัดขาว ทำให้ร่างกายได้พลังงานต่อเนื่องยาวนาน และระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มคงที่สม่ำเสมอค่ะ

                                                                                                                       

4.ช่วยป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง

เนื่องจากในในคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนนี้อุดมไปด้วยวิตามินจากธรรมชาติ, เกลือแร่, เอนไซม์, และไฟโตนิวเทรียนท์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งจะไปช่วยป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังและบำรุงสุขภาพร่างกายให้ฟิตเฟิร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

 

5.ให้แคลอรี่ต่ำเหมาะกับคนที่ควบคุมน้ำหนัก

ด้วยค่าความหนาแน่นของพลังงานในอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (ยกเว้นถั่วและธัญพืช) จะค่อนข้างต่ำ ถึงแม้ว่าเราจะรับประทานเข้าไปเยอะแต่ก็ยังให้พลังงานแคลอรี่กับร่างกายน้อย อีกทั้งยังอิ่มและอยู่ท้องมากกว่า ไม่เหมือนอาหารที่มีความหนาแน่นของพลังงานสูง เช่น ของหวานหรือน้ำหวานต่าง ๆ ที่กินยังไม่ทันอิ่มก็ให้แคลอรี่ที่สูงและยังทำให้อยากกินเพิ่มอีกเรื่อยๆ เพราะเหตุนี้อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน จึงเป็นเหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนักหรือควบคุมอาหารอยู่แต่ยังอยากที่จะเลือกทานอาหารพวกข้าว แป้งบ้าง

 

6.ช่วยลดคอเลสเตอรอล

คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนมี “เส้นใยอาหาร” อยู่สูง พบมากในเยื่อหุ้มเมล็ดและพืชผัก อาหารในกลุ่มนี้นอกจากให้พลังงานกับร่างกายน้อยแล้ว ใยอาหารบางชนิดที่สามารถละลายในน้ำได้เกิดเป็นเจล ก็จะช่วยทำให้อาหารที่รับประทานพร้อมกันนั้นถูกย่อยช้าลง และลดการดูดซึมของน้ำตาล คอเลสเตอรอลที่เข้าสู่ร่างกายด้วยค่ะ

 

7.ช่วยระบบการเผาผลาญในร่างกาย

คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจะไปช่วยกระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิซึมในร่างกายให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นบรรดาไขมันส่วนเกินก็จะถูกเบิร์นออกไปอย่างง่ายดายค่ะ

 

 

www.flickr.com/photos/eltpics/9138316252/

คาร์โบไฮเดรตชนิดที่ดีเและชนิดที่ไม่ดี

bread-1
Source: Flickr (click image for link)

“คาร์โบไฮเดรต” เป็นสารอาหารหลักที่ให้พลังงานแก่ร่างกายของเรา ถ้าพูดถึงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตในกลุ่มของคนที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ก็คงจะคิดว่าอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม และถ้าอยู่ในกลุ่มของคนที่รักสุขภาพนั้นอาจจะให้ความสนใจในการรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ และจะให้ข้ามหมู่ใดหมู่นึงก็คงจะยาก แล้วทราบกันหรือปล่าวล่ะคะว่าคาร์โบไฮเดรตนั้นมีอยู่ 2 กลุ่ม ซึ่งก็มีกลุ่มที่ควรรับประทานและกลุ่มที่ไม่ควรรับประทาน หรือเรียกง่ายๆว่ากลุ่มที่ดีและไม่ดี วันนี้เลยอยากให้มาทำความเข้าใจกันหน่อยว่าอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่สามารถเลือกรับประทานได้ แม้เราจะอยู่ในช่วงที่กำลังควบคุมน้ำหนักอยู่ก็ตามแถมยังดีต่อสุขภาพของเรานั้นมีอยู่จริงค่ะ ดังนั้นวันนี้เลยนำข้อมูลมาแชร์และอยากให้ทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันค่ะ แล้วเมื่อเราเข้าใจมากขึ้นก็จะได้เลือกและปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์การรับประทานของเรา อย่างไรก็ดีการรับประทานอาหารที่ครบและหลากหลายนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพเรามากกว่าค่ะ เพราะงั้นเราไปทำความเข้าใจกับชนิดของ อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต กันเลยค่ะ

 

คาร์โบไฮเดรตชนิดที่ดีและคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ไม่ดี

carbohydrate-2
Source: Flickr (click image for link)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดยทางวิทยาศาสตร์ได้แบ่งคาร์โบไฮเดรตออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามโครงสร้างทางเคมีก็คือ “คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว” และ ‘’คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน’’ ดังนี้

 

1.คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว (Simple Carbohydrates) หรือ คาร์โบไฮเดรตย่อยง่าย

คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว มีโครงสร้างทางเคมีเป็นน้ำตาล 1-2 โมเลกุล เป็นคาร์โบไฮเดรตพื้นฐาน เมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกายจะมีการย่อยเพียงเล็กน้อยหรือบางชนิดร่างกายเราก็สามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและนำไปใช้ได้เลยทันทีและจะไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดอย่างฉับพลัน ทำให้รู้สึกมีพลังงานขึ้นทันที

ได้แก่จำพวก น้ำตาลชนิดต่างๆที่รับประทานทั่วไป อาทิ น้ำตาลทราย (น้ำตาลซูโครส) ที่ใช้ในการประกอบอาหารต่างๆ น้ำตาลแลคโตสที่พบในนม น้ำตาลฟรุกโตสที่พบในผลไม้ ผักต่างๆ และน้ำผึ้ง น้ำตาลมอลโตสที่พบในเมล็ดพืชที่งอก รวมถึงพวกแป้งขัดขาว ข้าวขาว ขนมปังขาว

ในส่วนของน้ำตาลนั้นก็คือพลังงานของร่างกาย แต่เมื่อมีพลังงานเข้าสู่ร่างกายปริมาณมากเกินไปพลังงานส่วนเกินก็จะถูกแปรรูปเป็นไขมันเพื่อสะสมเป็นพลังงานสำรอง ทำให้มีไขมันสะสมตามส่วนต่างๆของร่างกายมากขึ้น และเมื่อมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกินไปตับอ่อนก็จะผลิตฮอร์โมนอินซูลินออกมาเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะปกติ แต่ถ้าเราทานแป้งขัดขาวมากจนเป็นนิสัยตับอ่อนก็จะทำงานมากขึ้น เมื่อถึงจุดที่ฮอร์โมนอินซูลินถูกผลิตออกมามากจนเกินไป จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างรวดเร็วและทำให้รู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าเดิม หากเป็นมากอาจหน้ามืดเป็นลมซึ่งเป็นกระบวนการที่นำไปสู่การเป็นเบาหวานนั่นก็คือการผลิตฮอร์โมนอินซูลินบกพร่องค่ะ

 

2.คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex Carbohydrates) หรือ คาร์โบไฮเดรตย่อยยาก

คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีโครงสร้างทางเคมีที่ยาวกว่าตั้งแต่ 3-4 โมเลกุลต่อกันจนถึงต่อกันยาวมาก

ได้แก่จำพวก แป้งไม่ขัดขาว ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังธัญพืช(โฮลวีต) เมล็ดพืช ธัญพืชเผือก มัน ข้าวโอ๊ต ถั่ว ผักสีเขียวและเหลือง มันหวาน และผักที่มีแป้งสูง ได้แก่ ผักหัวต่างๆ ผลไม้

ความแตกต่างของคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนกับคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวนั้นก็คือ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนนั้นเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะค่อยๆ ถูกย่อย คือร่างกายต้องใช้เวลาในการย่อยให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวก่อนที่จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายที่ผนังเซลล์ลำไส้เล็กและเข้าสู่กระแสเลือดต่อไป เนื่องจากในแป้งไม่ขัดขาวยังมีคุณค่าอย่างอื่นอีกเช่นวิตามิน แร่ธาตุบางชนิดรวมถึงเส้นใยอาหาร ดังนั้นร่างกายจึงค่อยๆ ดูดซึมสารอาหารจากแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี ในกระบวนการเปลี่ยนจากแป้งเป็นน้ำตาลจึงช้ากว่าแป้งขัดขาว ทำให้ร่างกายได้พลังงานต่อเนื่องยาวนาน และระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มคงที่สม่ำเสมอทำให้มีพลังงานต่อเนื่อง ไม่หิวบ่อย อีกทั้งเส้นใยอาหารยังช่วยส่งเสริมระบบย่อยอาหารและขับถ่ายและยังได้รับวิตามินแร่ธาตุอีกด้วยค่ะ

 

 

www.flickr.com/photos/j0annie/15363793976/
www.flickr.com/photos/141735806@N08/27955435632/

12 เหตุผลที่ควรเข้านอนให้เร็วขึ้น

beauty-sleep-1
Source: Flickr (click image for link)

ถ้าหากถามว่าการพักผ่อนที่ดีที่สุดคืออะไร ก็คงจะหนีไม่พ้นการนอนหลับไปได้อย่างแน่นอน ก็เพราะการนอนหลับนั้นถือเป็นการได้พักระบบทุกส่วนของร่างกายของคนเรา ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายโดยเฉพาะธรรมชาติสร้างมาให้เรานอนหลับตอนกลางคืน เราต้องอย่าฝืนธรรมชาติ และในบางคนแทนที่จะนอนตอนกลางคืนแต่ดันกลับมานอนตอนกลางวัน ไม่ยอมหลับยอมนอนกลางคืน ซึ่งก็ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายผิดเพี้ยน เพราะฮอร์โมนที่จำเป็นต่อร่างกายหลายตัวจะหลั่งเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น นั่นเองค่ะ คำว่านอนเร็วของแต่ละคนนั้นก็คงจะแตกต่างกันไป ถ้าวัยเด็กเราก็ควรที่จะนอนเร็วหน่อย คือนอนไม่เกิน 3 ทุ่ม เพราะ Growth Hormone จะหลั่งตอน 2-3 ทุ่มเท่านั้น (ซึ่งดึกๆแล้วจะไม่หลั่ง) และการนอนก็ควรนอนให้หลับสนิท (ไม่ฝัน) ด้วยเป็นเวลา 1.5 ชม.หลังเข้านอน ถ้า Growth Hormone หลั่งแล้วจะไปช่วยซ่อมสร้างร่างกายตั้งแต่ 5 ทุ่มจนถึงตี 5 สำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต ฮอร์โมนตัวนี้มีผลต่อการเติบโตและอาจมีผลต่อความสูงด้วยค่ะ แต่ถ้าเราเข้าสู่วัยทำงาน กว่าจะเลิกงานแต่ละวันก็ปาเข้าไปเย็นมากแล้ว แถมยังต้องเสียเวลากับการเดินทางอีก เมื่อถึงบ้านก็ต้องอาบน้ำ เคลียร์งานอื่นๆ ถ้าจะให้มานอน 2 หรือ 3 ทุ่ม ก็คงเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นการนอนเร็วสำหรับวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ จึงจัดให้อยู่ในช่วงเวลาก่อน 4 ทุ่ม คนที่อยากสวย หน้าใส ดูดี มีเสน่ห์ ลองเปลี่ยนการใช้ชีวิต เป็นคนนอนเร็วขึ้น เพื่อสุขภาพภายในและภายนอกของเราค่ะ

 

 

12 เหตุผลที่ควรเข้านอนให้เร็วขึ้น

 

1.ร่างกายได้มีเวลาทำการซ่อมแซมตัวเองมากขึ้น

กิจกรรมที่เราได้ทำมาทั้งวัน ย่อมต้องทำให้มีจุดที่ร่างกายเกิดการสึกหรอที่เหมือนกับเครื่องยนต์ และในช่วงเวลาที่เราได้นอนก็เป็นช่วงที่เราให้เวลากับระบบต่างๆ ในร่างกายได้พัก ไม่ว่าจะเป็นสมอง กล้ามเนื้อได้เกิดการคลายตัว และเกิดการซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหายไปให้กลับคืนมาใหม่ ยิ่งได้นอนเร็วก็เท่ากับได้ตักตวงกำไรสำคัญที่จะทำให้ท่านมีสุขภาพดี คนที่นอนเร็วจะไม่เสี่ยงเจ็บป่วยง่ายจากร่างกายที่ทรุดโทรมเกินเยียวยานั่นเองค่ะ

 

2.ร่างกายสร้างภูมิต้านทานและทำให้มีความสุข
รู้หรือเปล่าคะว่าสมองของเราสามารถสร้างความสุขให้กับเราได้ ก็ในช่วงที่เรานอนหลับ ร่างกายของเราจะหลั่งสารเมลาโทนิน ซีโรโทนิน และฮอร์โมนที่เป็นประโยชน์กับร่างกายอื่นๆ ออกมาโดยที่ Hormone Melatonin จะหลั่งเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น ที่จะไปช่วยให้นอนหลับและสร้างภูมิต้านทาน เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาเราก็จะรู้สึกสดชื่น สดใส กระปรี้กระเปร่า และยังมีภูมิต้านทานไม่ให้เกิดอาการป่วยง่ายๆ อีกด้วยค่ะ โดยสถาบันการนอนหลับแห่งชาติ (National Sleep Foundation) ชี้ว่าการนอนหลับมีผลมหาศาลต่อคุณภาพชีวิตของเรา

 

3.ช่วยควบคุมน้ำหนัก
ในบางคนพยายามที่จะลดน้ำหนักเป็นอย่างหนักแต่ทำไมน้ำหนักถึงไม่ลดหรือลดยากเหลือเกิน แต่อย่าลืมนะคะว่านอกเหนือจากการออกกำลังกาย ควบคุมอาหารแล้ว ก็ยังต้องนอนให้เร็วขึ้นและหลับพักผ่อนให้เพียงพอค่ะ เนื่องจากการนอนเร็วจะช่วยสกัดอาการหิวดึกและกินดึกที่จะตามมา ถ้าเรานอนดึกร่างกายก็จะผลิตสารเลปติน (Leptin) น้อยลงซึ่งเลปตินมีบทบาทในการควบคุมความอยากอาหาร เพราะฉะนั้นยิ่งเราอดนอน เลปตินก็จะถูกผลิตออกมาน้อยลงทำให้เรามีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น เช่นอยากทานขนมหวาน และอาหารมันๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการควบคุมและลดน้ำหนักได้

 

4.ทำให้ความจำดีขึ้น
การศึกษาจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน หรือ APA ได้มีการระบุว่า คนที่นอนน้อยหรือหลับได้ประมาณ 4 ชั่วโมงต่อคืนติดต่อกันนานๆเข้าจะมีผลต่อความจำทำให้มีสมาธิสั้นและก่อให้เกิดอุบัติเหตุมากขึ้น นั่นก็เพราะเวลาเรานอน สมองจะมีกลไกช่วยในการจัดระเบียบ กำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป แต่ถ้าเราอดนอน นอนน้อย นอนไม่พอ เราจะรู้สึกมึน ลืมง่าย หรือไม่ก็ลิ้นพันกันคิดอะไรแต่กลับพูดเป็นอีกอย่าง เพราะฉะนั้นต้องนอนให้เต็มอิ่มจะได้เป็นการชาร์จแบตให้สมอง พร้อมรับความจำใหม่ ๆ ที่เข้ามาในวันต่อๆ ไป

 

5.ช่วยชะลอความแก่
เห็นข้อนี้แล้วอย่ากรีดร้องล่ะ ใครจะรู้ว่าแค่นอนให้เร็วขึ้นก็ช่วยเสริมสร้างความเป็นอัมมะตะให้เราได้และยังป้องกันความเสื่อมชราที่มาหาได้จากพลังการต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสนิมแก่ที่เกิดขึ้นในร่างกายตามธรรมชาติในทุกลมหายใจ แต่การได้นอนจะช่วยให้สนิมแก่ทั้งหลายไม่ให้มาทำร้ายร่างกายก่อนวัยอันควรเป็นพอ ก่อนที่จะไปหาครีมที่ว่าแพงและดีมาใช้ ก็ลองกลับบ้านไปนอนให้เร็วขึ้นอีกนิดเอาให้แน่ใจว่าหลับสนิท และนอนหลับให้ได้ 8 ชั่วโมงต่อวัน รับรองว่าจะดูเด็กและอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

 

6.ช่วยควบคุมความดันโลหิตได้
ในขณะที่เราเลือกที่จะนอนหลับให้เร็วขึ้น ภายในร่างกายจะมีระบบประสาทอัตโนมัติทั้งหลายและกลไกทางชีววิทยาที่เป็นดั่งฟันเฟืองขนาดจิ๋วทั้งหลายเกิด การทำงานที่ซับซ้อนอย่างการไปควบคุมหัวใจและความดันโลหิตให้สงบลงไม่แกว่งขึ้นลงง่ายเหมือนกับตอนตื่น

 

7.ทำให้เป็นคนอารมณ์ดี ไม่วีน ไม่เหวี่ยง
การที่เรานอนให้เร็วขึ้นนั้น ก็จะทำให้ร่างกายของเราได้พักผ่อนได้เต็มอิ่มและเพียงพอต่อเวลาในการซ่อมแซมในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้สารต่างๆ ที่ร่างกายได้สร้างในขณะหลับนั้นก็ได้รับอย่างเต็มที่ ซึ่งตรงข้ามกับเมื่ออดนอนที่นำไปสู่ความอึมครึมของสุขภาพและสมอง ไม่มีสมาธิ ความจำไม่ดี ขี้หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน ความอดทนน้อยลงและอารมณ์เสียง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็คงไม่มีใครอยากที่จะเข้าใกล้เราแล้วแหละค่ะ สุขภาพกายก็เสื่อม สุขภาพจิตยังจะมาแย่อีก

 

8.ร่างกายได้รับการขับสารพิษ
ขณะที่เรานอนหลับเป็นการช่วยปรับให้อวัยวะช่วยล้างพิษทำงานได้ดีขึ้น อย่างตับ ไต และลำไส้ ซึ่งสังเกตได้ว่าคนที่อดนอนอาจมีปัญหาท้องผูก หน้าตาหม่นหมอง ดูไม่สดชื่นและที่สำคัญคือสุขภาพไม่ดี นั่นเพราะส่วนหนึ่งของพิษมาจากการนอนดึกด้วย โดยเฉพาะสาวๆที่ปวดรอบเดือนบ่อยถ้าสามารถปรับเปลี่ยนการนอนได้ก็จะช่วยคุมเคมีที่ทำให้ปวดรอบเดือนได้มากเลยล่ะค่ะ

 

9.ช่วยให้คงความหน้าใสอ่อนเยาว์
โดยปกติแล้วคนในวันหนุ่มสาวจะมีการผลิต “โกรทฮอร์โมน” ได้ดีและมากกว่าคนที่มีอายุมาก และสิ่งสำคัญอีกอย่าง ที่ทำให้ “โกรทฮอร์โมน” ลดลง ก็คือการนอนน้อย นอนดึก จะทำให้ฮอร์โมนตัวนี้ผลิตออกมาน้อยลง คนที่อยากหน้าใส อ่อนเยาว์ ดูเต่งตึง ไม่แก่เร็ว ควรจะเข้านอนเร็วๆ ก่อน 4 ทุ่ม เพื่อให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนตัวนี้ออกมาได้อย่างเต็มที่

 

10.ช่วยลดการเกิดความเสี่ยงโรคกำเริบ
โรคเก่าที่อาจกำเริบได้ในมนุษย์นอนดึกก็คือ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ความดันสูง เบาหวาน ภูมิแพ้ โรคเครียดซึมเศร้ารวมไปถึงโรคมะเร็ง การที่เรานอนดึกนั้นจะไปทำให้ร่างกายเหนื่อยเพิ่มขึ้นอย่างไม่คุ้มค่าเอาซะเลย ร่างกายเมื่อทำงานเกินเวลาก็จะพาให้โรคที่พกอยู่ตามอวัยวะต่างๆพากันแผลงฤทธิ์ขึ้นหรือกำเริบนั่นเอง

 

11.ช่วยเรื่องของผิวพรรณ
ในด้านของผิวหนังนั้น การนอนหลับที่เพียงพอและเวลาที่เหมาะสม ในส่วนของสารเมลาโทนินซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องเซลล์ผิวหนังจากสารอนุมูลอิสระต่างๆ และสารเมลาโทนินจะถูกสร้างมากที่สุดในเวลากลางคืนขณะที่เรานอนหลับ ถ้าเราอดนอนหรือนอนน้อยก็จะทำให้มีการสร้างสารนี้ลดลง ส่งผลให้เกิดการอักเสบหรือภูมิแพ้ของผิวหนังได้ง่ายขึ้น

 

12.ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
การที่เรานอนดึกจะทำให้ระบบในร่างกายต่างๆ เกิดการแปรปรวน ระบบการย่อยอาหารผิดปกติ โดยร่างกายจะต้องใช้เวลามากขึ้นถึง 40 เปอร์เซนต์เพื่อจัดการกับระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงนานๆ ก็จะไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอนค่ะ

 

www.flickr.com/photos/sophiadphotography/8414241757/

12 อาหารโปรตีนที่ควรเลือกทานในช่วงลดน้ำหนัก

keep-healthy-1
Source: Flickr (click image for link)

สมัยนี้หรือสมัยไหนๆ ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย วัยรุ่น วัยไหนก็อยากที่จะมีรูปร่างหุ่นผอมเพรียวได้สัดส่วนกันทั้งนั้น พยายามกันทุกวิถีทางอย่างหนักเพื่อที่จะลดความอ้วนให้ได้อย่างนางแบบ ดารา ไม่ว่าวิธีไหนใครบอกว่าดีก็ทำหมดรวมถึงทางลัดโดยการรับประทานยาลดความอ้วนที่บอกต่อๆ กันมา หรือแค่คลิกเดียวในอินเตอร์เนทก็ไม่เห็นจะยากเย็นที่จะค้นหา บางคนออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่งก็ยังไม่เห็นจะมีหุ่นที่ผอมเพรียวอย่างที่หวัง จนลืมและมองข้ามวิธีการที่ง่ายและใกล้ตัวของเรามากที่สุด นั่นก็คือการควบคุมการรับประทานอาหารนี้เอง แต่ก็ยังมีบางคนพยายามที่จะอดอาหารมื้อเย็นเพื่อที่จะให้น้ำหนักลดลงเร็วที่สุดแต่พอน้ำหนักลดลงแล้วก็เลยคิดว่าพอละ พอใจกับน้ำหนักแล้ว จึงเลือกกลับมารับประทานเหมือนที่เคย แต่ดันอ้วนกว่าเดิมเป็นหลายเท่า ซึ่งนั่นก็ยังคิดไม่ตกแล้วสิว่าต้องทำยังไงกันแน่ วันนี้ทาง HealthGossip อยากจะมานำเสนออีกทางเลือกของการรับประทานอาหารกันค่ะ เริ่มด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มึโปรตีนคุณภาพสูงหรือที่เรามักจะคุ้นชินกับอาหาร High Protein กันนั่นแหละค่ะ ทำไมต้องเลือกวิธีนี้น่ะหรอ ก็เนื่องด้วยการที่เราพยามยามลดความอ้วนด้วยการรับประทานอากหารประเภทโปรตีนสูงก่อนนั้น จะทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว เหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนักอย่างเร่งด้วย โดยการเลือกรับประทานที่เป็นโปรตีนสูงอย่างเดียวสักสองอาทิตย์ เพื่อให้ร่างกายของเรานำคาร์โบไฮเดรตที่สะสมอยู่ในร่างกายมาใช้เป็นพลังงานให้หมดก่อนนั่นเองค่ะ อีกทั้งโปรตีนยังช่วยให้อิ่มท้องนานอีกด้วยจึงไม่ทำให้เราไม่กินจุบกินจิบระหว่างวันด้วยค่ะ

 

12 อาหารประเภทโปรตีนที่ควรเลือกทานในช่วงลดน้ำหนัก

Close Up Of Woman Eating handful Of Almonds
Source: Flickr (click image for link)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1.ไข่ไก่

ไข่ไก่เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง และยังเป็นอาหารที่หารับประทานได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไป ราคาไม่ได้ถือว่าแพงมากมาย อีกทั้งยังสามารถประกอบเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู ยิ่งถ้าหากรับประทานไข่เป็นอาหารเช้าก็จะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่และลดความอยากของน้ำตาลลงไปได้เยอะเลยแหละ ใครที่อยากจะลดน้ำหนัก ขอแนะนำให้รับประทานเจ้าไข่ไก่นี่แหละ แต่ก็ไม่ควรรับประทานมากกว่าวันละ 2 ฟอง เพราะไข่ 1 ฟองมีปริมาณคอเลสเตอรอล 186 มิลลิกรัม และร่างกายเราก็ควรได้รับคอเลสเตอรอลไม่เกินวันละ 300 มิลลิกรัม

 

2.เนื้อปลา

เนื้อปลานั้นถือเป็นแหล่งโปรตีนจากสัตว์ที่มีคุณภาพดีและจัดอยู่ในกลุ่มเนื้อสัตว์ที่ไขมันต่ำ โดยในเนื้อปลาที่ควรเลือกรับประทาน เช่น ปลาแซลมอล ปลาแมคเคอเรล ปลาแฮริง ปลาเทราท์ และปลาซาร์ดีน ซึ่งในปลาจำพวกที่กล่าวมายังมีกรดไขมันที่เราเรียกว่า โอเมก้า 3 ในปริมาณที่สูง นอกจากสุขภาพดีแล้วยังช่วยเรื่องการประกอบอาหารได้หลากหลายเมนูทำให้ไม่มีเบื่อกันเลยแหละค่ะแม้จะอยู่ในช่วงที่เรากำลังลดน้ำหนักก็ตาม

 

3.กุ้ง หอย ปู ปลาหมึก

กุ้ง หอย ปู ปลาหมึกหรือที่เราชอบรับประทานในรูปแบบของซีฟู้ดส์นั้นยังถือว่าเป็นเนื้อสัตว์ที่ไขมันต่ำอยู่ ก็ยังเป็นอีกทางเลือกที่ถ้านึกไม่ออก ไม่อยากเบื่อกับการรับประทานโปรตีนก็เปลี่ยมาทำเมนูซีฟู้ดส์ทานสักหน่อยก็ดีค่ะ

 

4.อัลมอนด์

ถั่วเมล็ดอัลมอนด์ที่ใครหลายคนชอบรับประทานเป็นของหวานหรือผสมอยู่กับอาหารหวานหลายๆชนิด ไม่ว่าจะเป็นช็อคโกแลต ไอศครีมต่างๆ แต่รู้กันหรือเปล่าคะว่านอกจากความอร่อยที่แสนจะเพลิดเพลินใจจากแอลมอนด์นี้แล้ว แอลมอนด์ยังให้คุณค่าทางโปรตีนสูงใช่เล่นเลยล่ะค่ะ อัลมอนด์ที่เราทานเล่นๆกันในปริมาณ 100 กรัม ก็ให้ปริมาณโปรตีนถึง 21 กรัมเชียวล่ะค่ะ ในช่วงที่เรากำลังลดน้ำหนักอยู่นี้ อัลมอนด์เป็นอีกทางเลือกในการรับประทานกันนะคะ

 

5.โยเกิร์ต

พูดถึงโยเกิร์ตแล้ว นอกจากจะเป็นทั้งแหล่งโปรตีนที่ดีแล้วยังอุดมไปด้วยโปรไบโอติกส์ ซึ่งต่างก็มีประโยชน์ต่อการลดน้ำหนักทั้งสิ้น โปรตีนในโยเกิร์ตจะเข้าไปช่วยป้องการผกผันของระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนโปรไบโอติกส์ก็จะเข้าไปช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น แต่ยังไงก็ต้องเลี่ยงโยเกิร์ตที่มีน้ำตาลสูงหรือมีส่วนผสมของผลไม้เชื่อมสักนิดค่ะ จะให้ดีก็รับประทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติ กับผลไม้สด ๆ หรือธัญพืชนี่ก็เข้ากันได้ดีเชียวล่ะค่า

 

6.เนยถั่ว

รู้หรือเปล่าคะ ว่าเจ้าเนยถั่วเพียงแค่ 2 ช้อนโต๊ะนั้นมีโปรตีนถึง 7 กรัมเชียวแหละค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะต้องเป็นเนยถั่วที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆนะคะ ควรจะเป็นเนยถั่วล้วนๆถึงจะดีสำหรับคนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักค่ะ เนยถั่วนอกจากให้โปรตีนแล้วยังเต็มไปด้วยไขมันตัวที่ดีต่อสุขภาพของเราอีกด้วยค่ะ แต่ยังไงถ้าทานเยอะมากไปก็อาจจะทำให้อ้วนได้เหมือนกันค่ะ

 

7.เมล็ดเจีย

พูดถึงเมล็ดเจียในคนที่อยากควบคุมน้ำหนักก็คงจะร้องอ๋อกันที่เดียวเชียวค่ะ นอกจากทำให้อิ่มนานขึ้นแล้วทราบหรือเปล่าคะว่าเมล็ดตัวนี้ยังมีโปรตีนที่สูงและยังมีกรดไขมันโอเมก้า 3 กับไฟเบอร์ที่มากล้นอยู่ด้วยค่ะ เพราะอย่างนี้ช่วงที่ควบคุมน้ำหนกก็อย่าลืมนำมารับประทานกันนะคะ

 

8.ผักปวยเล้ง

มาถึงพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่คิดไม่ถึงอยู่เหมือนกันว่าจะมีโปรตีนจากพืชได้สูงถึงเพียงนี้ แถมยังให้แคลอรี่ต่ำไหนจะมีวิตามินและแร่ธาตุมากล้นอีกต่างหาก นอกจากจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายแล้วยังเหมาะมากๆ ในคนที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก การที่ได้รับประโยชน์จากผักปวยเล้งแบบจัดเต็มนั้นก็ควรที่จะรับประทานแบบที่ผ่านความร้อนแล้วก็จะดีกว่าการรับประทานแบบผักสดค่ะ เนื่องจากร่างกายของเราจะได้ดูดซึมสารอาหารและวิตามินแร่ธาตุได้ดีกว่านั่นเองค่ะ

 

9.ฝรั่ง

ในช่วงลดน้ำหนัก การเลือกรับประทานผลไม้นี่ก็สำคัญเช่นกันค่ะ เนื่องจากผลไม้บางชนิดก็ให้คาร์โบไฮเดรตที่สูงเทียบเท่ากับการรับประทานข้าวค่ะ หรือบางชนิดก็มีรสหวานน้ำตาลสูงก็ขอให้ข้ามไปก่อนนะคะ แต่ถ้าอยากให้ได้ประโยชน์มากขึ้นก็ควรรับประทานผักผลไม้ที่หลากหลายสักหน่อย ซึ่งผลไม้อีกชนิดที่แนะนำว่าไม่ควรพลาดก็คือฝรั่ง เพราะฝรั่งนั้น มีปริมาณโปรตีนไม่น้อยไปกว่าอาหารชนิดอื่น ๆ แถมยังเต็มไปด้วยไฟเบอร์ และมีวิตามินซีสูงกว่าที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันถึง 6 เท่า เทียบเท่ากับการรับประทานส้มถึง 7 ผล ! หรือผลไม้จำพวก ตระกูลเบอร์รี่ ไม่ว่าจะเป็นสตรอเบอร์รี่ เบอร์รี่ เชอร์รี่ กีวี่ แอปเปิ้ล นอกจากจะให้รสชาติที่ดีแล้วยังมีสารต่อต้านอนุมูลอีสระมากมายด้วยค่ะ ดีงามขนาดนี้ ไม่รีบหามารับประทานบอกเลยว่าพลาดมากค่ะ

 

10.คีนัว

คีนัวถึงแม้จะเป็นพืชแต่เป็นอาหารเพื่อสุชภาพที่เราทราบกันได้ดีในนาม super foods เนื่องจากอุดมไปด้วยโปรตีนและไฟเบอร์ เป็นอาหารที่สามารถย่อยง่ายและปราศจากกลูเตน จึงเหมาะสำหรับคนที่อยู่ในช่วงการลดน้ำหนัก เพราะเมื่อเรารับประทานคีนัวเข้าไปแล้วก็จะทำให้อยู่ท้องนานขึ้น ไม่รู้สึกหิวในระหว่างมื้อ ลดการกินจุบจิบและการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อลงได้ค่ะ

 

11.เม็ดมะม่วงหิมพานต์

ของกินเล่นอีกอย่างที่อยากจะแนะนำสำหรับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เนื่องด้วยเป็นอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม แคลเซียม และทองแดง โดยเม็ดมะม่วงหิมพานต์ 100 กรัม ให้ปริมาณโปรตีนถึง 18.2 กรัม นอกจากนี้แมกนีเซียมที่อยู่ในเม็ดมะม่วงหิมพานต์ก็ยังส่งผลดีกับสุขภาพอย่างน่าอัศจรรย์ เพราะเจ้าแร่ธาตุชนิดนี้สามารถช่วยรักษาอาการท้องผูก นอนไม่หลับ แก้อาการปวดหัว และลดการเกิดตะคริวได้ อีกทั้งยังช่วยสร้างเสริมระบบการทำงานของสมองและภูมิคุ้มกันด้วย แต่ก็อย่ารับประทานมากจนเกินไป เพราะเจ้าถั่วเปลือกแข็งชนิดนี้ก็มีแคลอรีสูงมากเหมือนกัน

 

12.ถั่วเหลือง

ตามธรรมชาติแล้วโปรตีนจากสัตว์จะให้กรดอะมิโนสมบูรณ์ครบถ้วนกว่าโปรตีนจากพืช แต่ในทางกลับกันถึงแม้โปรตีนจากพืชจะมีกรดอะมิโนบางชนิดน้อยกว่าแต่ก็มีไขมันแฝงน้อยด้วยเหมือนกันถ้าเทียบกับเนื้อสัตว์ แถมยังมีใยอาหารที่ช่วยทำให้อิ่มเร็วและช่วยระบบขับถ่ายได้ดีขึ้นอีกแน่ะ ดังนั้น การเลือกกินโปรตีนจากสัตว์ที่มีไขมันแฝงน้อยและโปรตีนจากพืชอย่างสมดุลก็จะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ อย่างเช่น เต้าหู้ น้ำนมถั่วเหลือง ถั่วเหลือง เป็นต้น นอกจากนี้ หากเรากินโปรตีนในมื้อเช้ายังมีข้อดีคือช่วยให้สมองแจ่มใส มีสมาธิในการเรียนและทำงานมากขึ้น เพราะร่างกายจะสร้างสารทริปโตเฟนช่วยให้สมองกระปรี้กระเปร่า ถั่วเหลืองให้โปรตีนสูงอีกทั้งยังเป็นโปรตีนคุณภาพดี สามารถทดแทนเนื้อสัตว์ได้และมีกรดอะมิโนจำเป็นมากกว่าถั่วชนิดอื่นๆ และเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายเราสร้างเองไม่ได้แต่ก็ต้องการซึ่งหาได้จากถั่วเหลืองนี้เอง น่าจะเหมาะกับคนที่รับประทานมังสาวิรัตหรือเบื่อเนื้อสัตว์ก็ลองเลือกรับประทานได้ค่ะ

 

 

www.flickr.com/photos/130855607@N05/16086503254/

www.flickr.com/photos/117032936@N08/14065606084/