⇉ แบบสำรวจ (10 วินาที):  สิ่งไหนหรืออะไรที่คุณอยากรู้และอยากให้มีบนเว็บไซต์มากกว่านี้ ❤

6 เหตุผล ทำไมอาหารมื้อเช้าจึงมีความสำคัญ

breakfast-1 “อาหารเช้าสำคัญ” มากนะรู้ยัง? อาหารมื้อเช้า มีคำศัพท์ในภาษาอังกฤษว่า “Breakfast” แปลแบบตรง ๆ โดยนำคำว่า “Break” ที่แปลว่า “หยุด”  กับคำว่า “Fast” ที่แปลว่า “การอดอาหาร” มารวมกัน ดังนั้น Breakfast จึงหมายความว่า “การหยุดการอดอาหาร” คนเรามักจะรับประทานอาหารเย็นเวลา 6 โมงเย็น ถึง 3 ทุ่มโดยประมาณการเป็นส่วนใหญ่ หลังจากนั้นก็มักจะเป็นการทำกิจกรรมเบา ๆ พักผ่อนสมอง ก่อนที่จะล้มตัวลงนอนหลับ อาหารมื้อดึกกว่านี้จึงจัดเป็นโทษต่อร่างกายเพราะแทนที่ร่างกายจะได้พักผ่อนและซ่อมแซมความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นมาตลอดวันแต่กลับต้องมาเสียเวลาและพลังงานเพื่อย่อยอาหารนับรวมแล้วร่างกายต้องอดอาหารกว่าจะถึงเช้าวันใหม่เป็นเวลาประมาณ 10-12 ชั่วโมง ร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วยเซลล์จำนวนมหาศาล ซึ่งทุกส่วนประกอบย่อย ๆ เล็ก ๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเหล่านั้นล้วนต้องการน้ำตาลกลูโคสที่ได้จากกระบวนการเผาผลาญอาหารมาใช้เพื่อเป็นพลังงานให้การทำงานของอวัยวะทุกส่วนเป็นไปอย่างปกติ ซึ่งระดับน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดนั้นจะสูงสุดในช่วงระยะเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร ต่อจากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของตับและบรรดาฮอร์โมนเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด (counteregulatory hormone) ที่จะมาช่วยกันรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้ต่ำเกินไปจนเซลล์เกิดความเสียหาย รวมทั้งต้องเพียงพอต่อการทำงานของ 2 อวัยวะที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการมีชีวิตมนุษย์ซึ่งก็คือสมองและหัวใจ  รู้อย่างนี้แล้ว วันนี้คุณทานอาหารเช้ากันหรือยังคะ? บางคนก็เร่งรีบในการทำภาระกิจตอนเช้าเพื่อต้องรีบไปให้ถึงที่ทำงาน นอนดึกตื่นสายบ้างจนต้องข้ามอาหารเช้ามาทานบ่ายซะงั้น บ้างก็ต้องการลดหุ่นโดยการงดรับประทานอาหารเช้า หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่หารู้ไม่ว่าคุณกำลังทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัวเลยล่ะค่ะ การข้ามหรืองดอาหารเช้าไปถือว่าทำสิ่งที่ผิดพลาดอย่างรุนแรงเลยด้วย เมื่อก่อนก็เคยทำค่ะแต่เหตุผลของเราคือตอนเช้าๆมันไม่มีความรู้สึกหิวหรืออยากกินอะไรเลย เคยเป็นไหมคะ? และด้วยความที่ไม่รู้ว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพของเราอย่างแรง และเป็นการทำร้ายตัวเองโดยตรงเลยด้วย จนต้องมารู้สึกกับตัวเองว่าเวลาไปเรียนหรือจะทำงานแล้วสมองมันตื้อๆ ไม่สดใสปรอดโปร่งเอาซะเลย และบางคนก็คงคิดล่ะสิว่าถ้าข้ามอาหารเช้าไปมื้อนึงแล้วคงไม่เป็นไรหรอกแถมยังจะช่วยลดน้ำหนักลงเสียอีก แต่คิดผิดถนัดเลยแหละค่ะ มันจะไปหนักอาหารมื้ออื่นโดยเฉพาะเจ้าอาหารมื้อเย็นนี่ตัวดีเลยจัดหนักจัดเต็ม นอกจากน้ำหนักไม่ลดแล้วเจ้ากรรมดันเพิ่มน้ำหนักเราขึันเสียอีกแหน่ะ!

ต่อไปนี้เราต้องจำไว้ให้ขึ้นใจเลยนะ * อาหารมื้อเช้าให้กินอย่างราชา อาหารมื้อกลางวัน ให้กินอย่างเศรษฐี อาหารมื้อเย็นให้กินอย่างยาจก หรือ อาหารมื้อเช้าบํารุงสมอง อาหารมื้อกลางวันบํารุงกําลัง อาหารมื้อเย็นบํารุงร่างกาย และเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการรับประทานอาหารมื้อเช้าคือ 7.00 – 9.00 น. เพราะเป็นช่วงเวลาที่กระเพาะอาหารของเราเริ่มทํางานนั่นเองค่ะ

กระทรวงสาธารณสุขได้ออกโรงเตือนคนที่งดอาหารเช้าเพราะต้องการลดน้ำหนัก ซึ่งพบมากในกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน ว่าเป็นความเชื่อที่ผิดและก่อให้เกิดผลเสียตามมาเนื่องจากการงดอาหารเช้าจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำมีอารมณ์หงุดหงิด สมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก เพราะสมองต้องการน้ำตาลกลูโคสหล่อเลี้ยงตลอดเวลาทำให้ไม่มีสมาธิในการเรียนหรือทำงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหรือการทำงานจะด้อยกว่าคนที่กินอาหารเช้าช่วงสายของวันจะรู้สึกหิวและหันมากินจุบกินจิบ ส่งผลให้น้ำหนักตัวขึ้นง่ายสำหรับเด็กวัยเรียนและวัยรุ่นการได้รับอาหารเช้าที่เหมาะสมจะยิ่งมีความสำคัญเพราะอยู่ในวัยที่กำลังเจริญเติบโตจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตได้เต็มตามศักยภาพ

 

ทำไมต้องรับประทานอาหารเช้า?

1. ช่วยให้ความจำดี

มีการวิจัยพบว่า การรับประทานอาหารเช้ามีส่วนเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ การทำงานทำให้ระบบความจำทักษะการเรียนรู้ และอารมณ์ดีขึ้นด้วยค่ะ แต่หากใครไม่ทานอาหารเช้าจะมีสมาธิน้อยลงและสมองก็ทำงานได้ไม่เต็มที่

2. ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้

โดยคนที่รับประทานอาหารเช้าจะมีภาวะผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน หรือที่เรียกว่าภาวะดื้อต่ออินซูลินซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานนั้นลดลงถึง 35-50% เลยทีเดียวค่ะ

3. ช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้

อาหารเช้าช่วยควบคุมโรคอ้วนและน้ำหนักได้เป็นอย่างดีค่ะ นั่นเพราะจากมื้อดึกจนถึงเช้าวันใหม่เราอดอาหารมานานเกือบ 12 ชั่วโมง และหากเรายิ่งไม่ทานอาหารเช้าเข้าไปอีกจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง จนไปเพิ่มแนวโน้มการรับประทานอาหารที่มีพลังงานและไขมันสูงในมื้อเที่ยงมากขึ้นและนี่ก็เป็นสาเหตุให้มีน้ำหนักเกินและโรคอ้วนได้อย่างไม่รู้ตัวอีกด้วยค่ะ

4. ลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคหัวใจ

ผลการวิจัยจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจในอเมริกาเมื่อปี 2003 พบว่า การรับประทานอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมออาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดสมองและโรคหัวใจได้ด้วย เพราะในตอนเช้าเลือดของเรามีความเข้มข้นสูงและทำให้เส้นเลือดที่ส่งไปเลี้ยงสมอง หรือหัวใจอุดตันได้ แต่ถ้ารับประทานอาหารเช้าเข้าไปจะช่วยให้ระดับความเข้มข้นในเลือดเจือจางลงด้วยค่ะ

5. ช่วยลดโอกาสเกิดโรคนิ่ว

การไม่รับประทานอาหารนานกว่า 14 ชั่วโมงจะทำให้คอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีจับตัวกันนาน หากนาน ๆ ไปสิ่งที่จับตัวกันนั้นจะกลายเป็นก้อนนิ่ว แต่หากเราทานอาหารเช้าเข้าไปล่ะก็ มันจะไปกระตุ้นให้ตับปล่อยน้ำดีออกมาละลายคอเลสเตอรอลที่จับตัวกันอยู่ได้ค่ะ

6. ช่วยพัฒนาสมอง

สำหรับเด็ก ๆ การอดอาหารเช้าเป็นประจำ อาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอส่งผลให้ร่างกายไม่แข็งแรง การเจริญเติบโตไม่เป็นไปตามเกณฑ์และยังส่งผลต่อสติปัญญา ทำให้ขาดสมาธิ ส่งผลเสียในระยะยาวอีกด้วยนะคะ

 

ผลเสียของการไม่รับประทานอาหารมื้อเช้า

  • การไม่รับประทานอาหารเช้านั้นร่างกายจะขาดสารอยู่สองตัวที่สำคัญ คือ แม็คนิเซียม และ ธาตุเหล็ก สารอาหารสองอย่างนี้จะไปเพิ่มการเผาผลานพลังงานได้ดีขึ้น เมื่อไม่มีสารสองอย่างนี้ก็ทำให้ขาดพลังงาน แม็คนิเซียม และธาตุเหล็กจะทำให้สารเคมีที่มีอยู่ในสมองทำงานได้ดี เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ทานอาหารเช้าจะทำให้เรา ขาดสมาธิ สมองเฉื่อยชา
  • ร่างกายขาดสารอาหารที่จําเป็นในการเสริมสร้างพลังงานและซ่อมแซมสิ่งที่ สึกหรอ ทําให้อวัยวะต่างๆไม่แข็งแรง
  • สมองไม่ได้รับสารอาหารเพียงพอ ทําให้ไอคิวต่ำ เฉื่อยชา ขาดความว่องไว ความจําไม่ดีขาดความ กระตือรือร้น
  • ถ้าไม่ได้รับประทานอาหารเช้าเป็นเวลานาน กระเพาะจะไม่แข็งแรง การขับถ่ายไม่ดี กล้ามเนื้อเหลว  ผิวเหี่ยวและคล้ำ แก่เร็ว ภูมิต้านทานลดลง ปวดหัว ปวดเข่า ความจําเสื่อม เป็นอัลไซเมอร์

 

นอกจากนั้นอาหารเช้ายังลดโรคด้วยนะจ๊ะ

การกินอาหารเช้าจะช่วยป้องกันโรคหัวใจและน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเป็นอาการเตือนของโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการอ่อนเพลียได้อีกด้วย สำหรับคนที่จะลดหุ่นโดยการงดอาหารเช้านี่ ผิดมหันต์เลยค่ะ แต่อาหารเช้าจะไปช่วยควบคุมโรคอ้วนและน้ำหนักต่างหากล่ะคะ ก็เพราะว่าจากมื้อดึกจนถึงเช้าวันใหม่ เราอดอาหารมานานเกือบ 12 ชั่วโมง และหากเรายิ่งไม่ทานอาหารเช้าเข้าไปอีก จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง จนไปเพิ่มแนวโน้มการรับประทานอาหารที่มีพลังงานและไขมันสูงในมื้อเที่ยงมากขึ้น และนี่ก็เป็นสาเหตุให้มีน้ำหนักเกินและโรคอ้วนได้อย่างไม่รู้ตัว

ถ้าต้องการให้ร่างกายได้ประโยชน์จากอาหารมื้อเช้ามากขึ้น ก็ควรพิจารณาเลือกชนิดอาหารที่มี คารโบไฮเดร์ต โปรตีน ธัญพืชไม่ขัดสี ธัญพืชไม่ขัดสี ผลไม้ อาหารทะเลให้กรดอะมิโน ไข่ อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินบี และโคลีนช่วยการทํางานเกี่ยวกับความจํา แม้ไข่จะมีคลอเลสเตอรอลสูง แต่ไข่วันละฟองในมื้ออาหารที่สมดุลนนั้น ข้อมูลการวิจยเปิดเผยว่าไม่เป็นผลเสีย อาหารแคลเซียมสูง เช่น นมโยเกิร์ต นมถั่วเหลือง หรือธัญพืชเสริมแคลเซียม น้ำส้มช่วยในการเผาผลาญไขมันและลดการสะสมไขมันในร่างกาย

 

ส่วนคุณพ่อคุณแม่บางคนก็จะให้ลูกๆกินข้าวเช้าก่อนไปโรงเรียนกันใช่ไหมล่ะคะ เพราะการไม่กินอาหารเช้าจะทําให้ร่างกายขาดพลังงาน และจะมีผลต่อการเรียนรู้และความจำ ดังนั้นการกินอาหารเช้าจึงทําให้สมองทํางานได้ดีจะช่วยให้มีสมาธิในการเรียน สำหรับคนที่ไม่กินอาหารเช้าควรปรับพฤติกรรมใหม่หันมากินอาหารเช้ากันเถอะนะคะ เพื่อให้การทํางานในแต่ละวันมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทําให้การรับรู้และความจำดีขึ้นอีกด้วย เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเราควรมาใส่ใจกับมื้อเช้ากันค่ะ

ดื่มน้ำมะเขือเทศยังไงให้ได้ประโยชน์ที่สุด

small-tomatoes-1 กระแสการดื่ม “น้ำมะเขือเทศ” ในบ้านเราตอนนี้บอกเลยว่ามาแรงเหลือเกิน จนกลายเป็นว่าน้ำมะเขือเทศเป็นเครื่องดื่มที่ตอนนี้สาวๆคนไหนไม่ดื่มนี่ถือว่าเอ๊าท์แรงมาก ไม่ต้องถามหากับคนรักสุขภาพหรอกค่ะ สมัยนี้สาวๆอย่างเราๆก็ให้ความสำคัญและอยากจะดื่มกันทั้งนั้น ถึงแม้ว่ารสชาติเวลาที่แตะเข้าปากโดนแค่ปลายลิ้นยังไม่ทันจะกลืนก็กระอึกกระอักอยากจะคายออกมาละ แต่นั่นก็ไม่สามารถทำให้คุณผู้หญิงยอมแพ้ค่ะเราก็ยังกล้ำกลืนฝืนทนกลืนมันลงไป เพราะอะไรถึงต้องทำขนาดนั้นล่ะก็เพราะเชื่อว่าถ้าดื่มน้ำมะเขือเทศทุกวันแล้วจะทำให้ผิวเราดี๊ดีนั่นเอง แต่รู้กันมั้ยคะสาวๆว่าน้ำมะเขือเทศไม่ใช่แค่ทำให้เราสวยอย่างเดียวนะแต่ยังดีต่อสุขภาพเราอีกด้วย เราไม่มีทางรู้เลยว่าแค่ลูกกลมๆสีแดงสดหนึ่งลูกนี้จะมีคุณค่าอะไรบ้างนะที่ทำให้สาวๆยอมที่จะกลั้นใจดื่มมันลงไป วันนี้มีข้อมูลของเจ้ากลมกิ๊กแดงสดมาบอกเล่าสู่กันฟัง และวันนี้้สาวๆก็จะได้ทั้งความรู้และความสวยจากภายในสู่ภายนอกกันค่ะ

 

สาวๆรู้กันมั้ยคะว่าในมะเขือเทศผลกลม ๆ สีแดงแปร๊ดนี้มีสารอาหารอยู่มากมายทีเดียวเลยค่ะ ลองมาดูข้อมูลทางโภชนาการของมะเขือเทศ 100 กรัมกัน

 พลังงาน 18 กิโลแคลอรี่

  • น้ำ 94.34 กรัม
  • โปรตีน 0.95 กรัม
  • ไขมัน 0.11 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 4.01 กรัม
  • ไฟเบอร์ 0.7 กรัม
  • น้ำตาล 2.49 กรัม
  • แคลเซียม 11 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 0.68 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 9 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 28 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 218 มิลลิกรัม
  • โซเดียม 11 มิลลิกรัม
  • สังกะสี 0.14 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 22.8 มิลลิกรัม
  • โฟเลต 13 µg
  • วิตามินเอ 489 IU
  • วิตามินอี 0.56 มิลลิกรัม
  • วิตามินเค 2.6 µg
  • ลูทีนและซีแซนทีน 123 µg

 

นอกจากนี้ยังมีเบต้าแคโรทีน ไลโคปีน วิตามินอีกหลายชนิดปแต่ตัวพระเอกที่อยู่ในเจ้ามะเขือเทศกลมกิ๊กนั้นคือ ไลโคปีน นั่นเอง

แล้วไลโคปีนคืออะไรล่ะนี่? “ไลโคปีน” (lycopene) เป็นสารอีกตัวในกลุ่มแคโรทีนอยด์ พบในผักผลไม้ที่มีสีส้มสีแดง อย่างเช่น แตงโม มะละกอ แครอท ฟักข้าว เกรปฟรุต ถือเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ชั้นยอด และในมะเขือเทศสด 100 กรัม จะมีปริมาณไลโคปีนอยู่ประมาณ 0.9 –9.30 มิลลิกรัมค่ะ ซึ่งไลโคปีนและวิตามินแร่ธาตุอื่นๆ ในมะเขือเทศมีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพแทบจะทุกส่วนของร่างกาย โดยมีงานวิจัยมากมายให้คำยืนยันถึงสรรพคุณชั้นเลิศของพืชสีแดงชนิดนี้ อย่างเช่น

   –  ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ข้อนี้ถือเป็นสรรพคุณเด่นมากของพืชสีแดงชนิดนี้เลย

   –  ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ เพราะมะเขือเทศมีไฟเบอร์และน้ำมาก จึงช่วยดูแลระบบขับถ่ายให้เป็นไปอย่างปกติ

   –  ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งปอด มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับอ่อน

   –  ชะลอความแก่ ริ้วรอยแห่งวัย เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง  บำรุงผิวพรรณให้สดใส ชุ่มชื้น  

   –  ช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลไม่ดีที่อยู่ในผนังหลอดเลือด จึงลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด  

   –  บำรุงสายตา เพราะมีวิตามินเอสูง  

   –  รักษาโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน  

   –  ควบคุมและลดระดับน้ำตาลในเลือด  

   –  เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน เพราะมีวิตามินเคสูง  

   –  ช่วยลดอาการบวมน้ำในร่างกาย เพราะมะเขือเทศจะช่วยควบคุมสมดุลของเหลวในเซลล์และเนื้อเยื่อ  

   –  ช่วยทำความสะอาดคอเลสเตอรอลไม่ดีที่อยู่ในผนังหลอดเลือด ลดคอเลสเตอรอลไม่ดีในกระแสเลือด  

   –  ทานเป็นประจำทุกวันช่วยลดความเครียดได้  

   –  บำรุงผมให้เงางาม แข็งแรง ดูมีสุขภาพดี

 

หลายคนคิดว่าการทานผักแบบสดๆ นั้นต้องดีกว่า เพราะถ้าทานผักที่ผ่านความร้อนแล้วผักนั้นจะสูญเสียสารอาหารสำคัญไปเกือบหมด แต่เรื่องนี้ใช้ไม่ได้กับมะเขือเทศนะคะ เพราะถ้าอยากรับประโยชน์จากมะเขือเทศให้มากที่สุดต้องทานแบบที่ผ่านการปรุงสุกมาแล้วเนื่องจากมะเขือเทศที่ผ่านความร้อนจะทำให้การยึดจับของไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของมะเขือเทศอ่อนตัวลง ทำให้ไลโคปีนถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่าค่ะ นอกจากนี้ไลโคปีนยังเป็นสารอาหารที่ละลายได้ดีในไขมัน ดังนั้น ถ้าใช้น้ำมันปรุงมะเขือเทศด้วยจะยิ่งทำให้ร่างกายดึงไลโคปีนไปใช้ได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม มีคำแนะนำให้ “ผู้หญิง” ทานมะเขือเทศสดด้วย เพราะมะเขือเทศสดมีวิตามินซีสูง และมีใยอาหาร ทำให้ผิวพรรณดี ส่วน “ผู้ชาย” ควรทานแบบสุก เพื่อให้ร่างกายได้รับสารไลโคปีนที่จะช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก

 

ดื่มน้ำมะเขือเทศช่วยให้ผิวขาว ?

สาว ๆ เริ่มนิยมมาดื่มน้ำมะเขือเทศกันมากขึ้นเพราะเชื่อว่าจะทำให้ผิวขาวได้ แต่จริง ๆแล้วแค่บำรุงผิวพรรณให้ดีขึ้นเท่านั้นเองค่ะ โดยมีข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ รัชนี คงคาฉุยฉาย อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ระบุไว้ว่า ในน้ำมะเขือเทศมีเบต้าแคโรทีน สารไลโคปีน และเม็ดสีส้มแดงของมะเขือเทศ เมื่อทานเข้าไปเป็นระยะเวลาติดต่อกันนาน ๆ และมากเพียงพอ ก็ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ดูอมชมพูได้ แต่ไม่ใช่สีผิวที่แท้จริง และไม่ได้อยู่คงทนถาวรเพราะถ้าหากหยุดรับประทานไปเพียงแค่ 1 สัปดาห์ สีผิวเดิมของเราก็จะกลับมาแล้ว

 

ควรดื่มน้ำมะเขือเทศยังไงให้ได้ประโยชน์และคุณค่าที่คู่ควร

อย่างที่บอกไปแล้วว่า การจะทานมะเขือเทศให้ได้ประโยชน์ต้องทานแบบสุกให้ลืมความเชื่อที่ว่าของสดนั้นดีกว่าของที่ปรุงแล้ว มันไม่ได้จริงเสมอไปสำหรับเจ้ามะเขือเทศลูกกลมกิ๊กลูกนี้ค่ะ แต่สำหรับคนที่อยากดื่มน้ำมะเขือเทศล่ะ ? การจะดื่มน้ำมะเขือเทศให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้นทำได้ 2 แบบคือ

  • ดื่มก่อนอาหาร คือตอนท้องว่าง โดยหยดน้ำมันลงในน้ำมะเขือเทศเพื่อช่วยในการดูดซึมของร่างกาย
  • ดื่มหลังอาหาร หลังจากทานอาหารก็สามารถดื่มน้ำมะเขือเทศตามได้ทันที โดยไขมันในอาหารที่กินเข้าไปจะช่วยในการดูดซึมไลโคปีนได้ดีมากขึ้น

ต้องดื่มแค่ไหนถึงจะเหมาะสม? อาหารทุกชนิดถ้าทานมากเกินไปก็เป็นอันตรายได้ไม่ต่างจากน้ำมะเขือเทศ ถ้าดื่มมากเกินไปก็ต้องระวังว่าร่างกายจะได้รับวิตามินซีมากเกินไป อาจทำให้กลายเป็นโรคนิ่วได้ นอกจากนี้มะเขือเทศมีโพแทสเซียมสูงมาก แนะนำว่าในคนปกติควรดื่มน้ำมะเขือเทศไม่เกิน 2 แก้ว หรือ 2 กล่องต่อวัน เพราะเป็นปริมาณที่ร่างกายจะสามารถขับโพแทสเซียมออกมาได้หมด เพราะงั้นใครที่ชอบดื่มน้ำมะเขือเทศแบบกล่องยังต้องเลือกดื่มอย่างระมัดระวังด้วยเพราะอาจมีการเพิ่มโซเดียมลงไป ดังนั้นควรเช็คสักนิดข้างกล่องน้ำมะเขือเทศนั้นมีปริมาณโซเดียมเท่าไหร่ ไม่เช่นนั้นร่างกายเราอาจได้รับโซเดียมมากเกินไป ทั้งจากในมะเขือเทศเองและจากโซเดียมที่เติมเข้ามาทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคอื่นๆ ตามมาเช่น ความดันโลหิตสูง โรคไต

 

ฝึกกิน “มะเขือเทศ”

สำหรับคนที่ไม่ชอบกินมะเขือเทศ มีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยฝึกให้เริ่มกินได้ โดยการทำน้ำมะเขือเทศด้วยตัวเอง เริ่มต้นจากการนำมะเขือเทศมาผ่านความร้อน ด้วยการจุ่มน้ำร้อน ประมาณ 20 – 30 วินาที แล้วลอกเปลือกออก จากนั้นนำไปปั่นใส่น้ำแข็งหรือโยเกิร์ตตามความชอบ หรืออาจจะผสมน้ำส้มสด น้ำมะนาว น้ำผลไม้อื่นๆ หรือน้ำผึ้งนิดหน่อยให้มีรสเปรี้ยว รสหวาน เข้ามาผสม ก็จะทำให้กินง่ายขึ้น

“ส่วนเด็กๆ นั้น ต้องฝึกกันหน่อย  เพราะเด็กส่วนใหญ่ที่ไม่ชอบกินผักจะต่อต้าน และทำให้ติดนิสัยมาจนโต ดังนั้นมีวิธีแก้ง่ายๆ คือ นำเอาเมล็ดมะเขือเทศออกก่อน แล้วทำอาหารอะไรก็ได้ที่เด็กชอบ สำคัญที่สุดเลยพ่อแม่ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกนะคะ ในการรับประทานอาหารทุกครั้งอย่าเขี่ยผักออกให้ลูกเห็นเด็ดขาด เพราะถ้าพ่อแม่ไม่กินผักลูกก็จะไม่อยากกินผักแน่นอน ดังนั้นเรารู้ดีว่าผักมีประโยชน์ การที่เราปลูกฝังลูกตั้งแต่ยังเล็กจะช่วยให้เขาได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จริงๆ ไปจนโต”   

 

ข้อควรระวังในการรับประทานมะเขือเทศ

จะเห็นได้ว่ามะเขือเทศ 1 ผล ให้พลังงานน้อยมากและมีน้ำตาลน้อยอยู่แล้ว หากนำมาคั้นแล้วไม่เติมน้ำตาลลงไป คนอ้วน หรือคนที่อยากลดน้ำหนักก็สามารถดื่มได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวอ้วนเลย ส่วนคนป่วยโรคเบาหวานก็สามารถดื่มได้เช่นกัน  แต่ที่ต้องระวังคือ ผู้ป่วย “โรคไต” เพราะข้อมูลโภชนาการเห็นแล้วว่า มะเขือเทศมี “โพแทสเซียม” สูงมาก จึงไม่เหมาะกับคนป่วยโรคไต หรือผู้ที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง เพราะร่างกายอาจขับโพแทสเซียมออกไม่หมด นอกจากนี้ คนที่มีภาวะกรดไหลย้อนไม่ควรทานมะเขือเทศมากเกินไป เพราะมะเขือเทศมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งถ้าทานมากอาจทำให้เกิดอาการได้

 

ประโยชน์มากมายขนาดนี้ ก็อย่าลังเลที่จะทาน “มะเขือเทศ” กันเลยนะคะ ถึงแม้บางคนอาจจะรู้สึกยี๊เวลาทานหรือดื่มก็ตาม แต่ถ้าคิดถึงประโยชน์ที่เราจะได้รับแล้วล่ะก็รับรองได้เลยว่าคุ้มมากค่ะ จะว่าไปสมัยนี้ใครๆก็เริ่มหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น แค่เรื่องทานมะเขือเทศมันยังเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นแต่ก็ต้องยอมรับนะคะว่าได้ประโยชน์จากเจ้ากลมกิ๊กแดงสดนี้เยอะพอสมควร สำหรับคนที่ไม่ชอบทานลองหัดทานดูสักครั้งค่ะ อาจจะเริ่มจากกันผัดใส่ผักหรือแบบดื่มจากกล่องทุกวัน วันละนิดวันละหน่อย เริ่มต้นจากภายในรับรองสวยอย่างสุขภาพดีแน่นอนค่าาา

10 ประโยชน์จากดาร์กช็อกโกแลตที่คุณไม่รู้

 

dark-chocolate-1ช็อกโกแลตมีประโยชน์ด้วยแหละรู้มั้ย? โดยเฉพาะดาร์กช็อกโกแลต (Dark chocolate) หรือที่เราเรียกกันว่า “ช็อกโกแลตดำ” และเราก็เป็นอีกคนที่ชอบกินช็อกโกแลตมากถึงมากที่สุดเลยทีเดียวเชียวคะ แต่แล้วบางทีมันก็มาพร้อมกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นโดยที่ไม่ได้ตั้งตัว (ตอนซื้อไม่เห็นจะคิดก่อนเลย) และสิวก็เห่อตามมาด้วย ฮือออ หลังจากหลอกตัวเองมานานว่าช็อกโกแลตไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับน้ำหนักและสิวที่เพิ่มขี้นแต่อย่างใด จากทันทีที่ทราบว่าความจริงแล้วช็อกโกแลตนั้นมีประโยชน์ต่างหากล่ะยะ แต่แล้วไหงน้ำหนักขึ้นเอาๆ สิวก็ไม่เห็นจะลาจากฉันไปเลยแม้แต่น้อย แล้วมีประโยชน์ตรงไหนเนี่ย? แหม..ก็เจ้าช็อกโกแลตมันก็มีหลากหลายประเภทยังไงล่ะ อย่างเช่น โกโก้หรือมิลค์ช็อกโกแลต แต่เจ้าสองตัวนี้เป็นตัวอันตรายนะไม่ได้ช่วยอะไรในระบบร่างกายเลย นอกจากเพิ่มน้ำตาลในเลือดและทำให้อ้วน! อ้องิ๊นี่เองเราก็กินตั้งนาน ก็มันทั้งหอมทั้งอร่อยกลมกล่อมนี่เนอะกินทีไรไม่เคยจะเบื่อ อ๊ะแล้วงิ๊แบบไหนกันล่ะที่บอกว่ามีประโยชน์ ? ก็แบบดาร์กช็อกโกแลต (Dark chocolate) หรือ”ช็อกโกแลตดำ” นั่นเองคะ ที่จะมีรสชาติขมๆและก็มีสีที่ดำเข้ม เดี๋ยวมาดูกันค่ะว่ามันมีประโยชน์ยังไงบ้าง

 

ช็อกโกแลตมีกี่ชนิด

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าช็อกโกแลตมีกี่ชนิด

1.Dark Chocolate (ดาร์กช็อกโกแลต) ช็อกโกแลตเข้มข้น มีส่วนประกอบของ โกโก้ลิคเคอ ไขมันโกโก้ น้ำตาล และ อาจแต่งกลิ่นวานิลา ดาร์กช็อกโกแลตมีรสเข้มข้นกว่า มิลค์ช็อกโกแลต และไวท์ช็อกโกแลต โดยปกติแล้วนิยมนำไปเป็นส่วนประกอบสำหรับทำอาหารได้

2.Milk Chocolate (มิลค์ช็อกโกแลต) ช็อกโกแลตที่มีเหมือนกับดาร์กช็อกโกแลตเพียงเพิ่มส่วนประกอบของนมเพิ่มเติม ทำให้มีรสชาติหวาน มัน และรสนุ่มลมุนลิ้นมากกว่าดาร์กช็อกโกแลต

3.White Chocolate (ช็อกโกแลตสีขาว) เป็นช็อกโกแลตที่ไม่มีส่วนผสมของ โกโก้ลิคเคอ แต่มีส่วนผสมของโกโก้บัตเตอร์  น้ำตาล นม และแต่งกลิ่น อาทิเช่น วานิลา ซึ่งมีความหวานมัน มากที่สุดในบรรดาช็อกโกแลตสามชนิด

 

ดาร์กช็อกโกแลตคืออะไร

ดาร์กช็อกโกแลตเป็นช็อกโกแลตที่ทำจากพืช ซึ่งประกอบด้วยประโยชน์ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพจากผักสีเข้ม ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Flavonoids) เกือบ 8 เท่า เมื่อเทียบกับสารต้านอนุมูลอิสระในผลสตอร์เบอร์รี่  ช่วยผ่อนคลายความดันโลหิตผ่านการผลิตไนตริกออกไซด์และสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ถ้าอย่างนั้น ช็อคโกแลตมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าน้ำผลไม้จริงหรือ ? นักวิจัยจาก Hershey Center for Health & Nutrition ได้เปรียบเทียบสารอาหารและโภชนาการในดาร์กช็อคโกแลตกับน้ำผลไม้ พบว่าในดาร์กช๊อกโกแลตนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระหรือ antioxidant ในปริมาณที่มากกว่า โดยผลิตภัณฑ์จากโกโก้นั้นมีระดับของสารต้านอนุมูลอิสระที่เอาชนะผลไม้ดีๆอย่างบลูเบอร์รี่หรือแครนเบอร์รี่ได้ ถึงขนาดที่ยกให้เมล็ดโกโก้นั้นเป็น “super fruit” และให้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโกโก้เป็น “super foods” เลยทีเดียวเชียวค่ะ 

 

10 ประโยชน์จากดาร์กช็อกโกแลต

  1. สวยท้าแดด ดาร์กช็อกโกแลต มีสาร“ฟลาโวนอยด์” (Flavonoid) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และเป็นชนิดเช่นเดียวกับไวน์แดง พืชผัก ผลไม้ และใบชา จึงช่วยปกป้องผิวจากแสงยูวีได้นั่นเอง
  2. ผิวนุ่มชุ่มชื้น ดาร์กช็อกโกแลตอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก, แคลเซียม, วิตามิน A, B1, C, D และวิตามิน E ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นธาตุอาหารที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงผิวพรรณให้นุ่มชุ่มชื้น ดูมีชีวิตชีวาได้อีกด้วยย
  3. ลดความเครียดส่งผลให้แก่ช้า ดาร์กช็อกโกแลตก็สามารถชะลอการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนผิวได้ โดยนักวิทยาศาสตร์ก็ได้อธิบายว่า ธาตุอาหารต่าง ๆ ในดาร์คช็อกโกแลตจะช่วยปรับฮอร์โมนของเราให้เป็นปกติและเร่งร่างกายให้ขับสารเอนโดรฟีนหรือฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา จึงทำให้คนที่ได้กินดาร์กช็อกโกแลตเข้าไปอารมณ์ดี๊ดี ลดความเครียดที่มีและเมื่ออารมณ์ดีก็จะส่งผลไปถึงสุขภาพผิวพรรณให้สวยสดใสเปล่งปลั่งไร้ริ้วรอยนั่นเอง
  4. ช่วยลดคอเรสเตอรอล จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ ในสหรัฐอเมริกา เผยว่า สารฟลาโวนอยด์ในดาร์กช็อกโกแลตนั้นช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลื­­­อดได้ และยังช่วยปรับสมดุลความดันโลหิตได้อีกด้วย เพราะช็อกโกแลตชนิดนี้มีกรดโอเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีต่อร่างกาย
  5. บำรุงหัวใจและเลือด จากผลการวิจัยของประเทศสวีเดนเผยว่า การกินดาร์กช็อกโกแลตอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งช่วยลดความเสี่ยงเ­­­สียชีวิตด้วยโรคหัวใจได้สูงถึงร้อยละ 44 ทั้งนี้เป็นเพราะปริมาณสารฟลาโวนอยด์ในดาร์กช็อกโกแลตนั้นช่วยป­­­รับสมดุลความดันโลหิต เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปหล่อเลี้ยงหัวใจมากขึ้น ช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัวที่จะทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบตันในเว­­­ลาต่อมา ด้วยความที่ดาร์กช็อกโกแลตแท่งสีดำเข้มนั้นอุมดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินที่สำค­­ัญต่อร่างกาย เช่น โพแทสเซียม สังกะสี แมกนีเซีย และธาตุเหล็ก จีงช่วยบำรุงเลือดของเราให้เกิดการไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้เราห่างไกลจากภาวะโลหิต โรคเบาหวานประเภท 2 โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง
  6. ช่วยให้ความจำดีขึ้น ดาร์กช็อกโกแลตเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ไปเลี้ยงสมองมากขึ้น­­­ ทำให้เราจดจำอะไรได้ดีขึ้น จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัย Nottingham ในประเทศอังกฤษ เผยว่า สารฟลาโวนอยด์ในโกโก้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำของสมองให้น­­­านมากขึ้นถึง 2-3 ชั่วโมง
  7. เร่งผมยาวผมสลวยสวยเก๋ ดาร์กช็อกโกแลตมีทั้งธาตุเหล็ก, แคลเซียม, สังกะสี และทองแดง ซึ่งมีส่วนช่วยเร่งการผลัดเซลล์ใหม่ แถมยังมีสรรพคุณในเรื่องการไหลเวียนของเลือดและออกซิเจน จึงส่งผลให้หนังศีรษะมีสุขภาพดีทำให้ผมหนาและสลวยเงางามไปด้วย
  8. ลดอาการซึมเศร้า ดาร์กช็อกโกแลตมีสารเซโรโทนินโดพามีนและฟีนิลไทลามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่สามารถช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ ก็ในดาร์กช็อกโกแลตมันมีสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์โมโนเอมินเอ็กซิเดส หรือเรียกสั้นๆว่า ‘’MAO inhibitor’’ ที่มีส่วนคล้ายคลึงกับยา anti-depressent ที่ใช้กับโรคซึมเศร้านั่นเอง และเจ้า MAO inhibitor จะไปทำให้สารสื่อประสาทต่างๆ สามารถทำงานได้ดีขึ้น พอส่วนต่างๆทำงานได้ดีขึันแล้วความคิดของคุณก็จะแจ่มใสขึ้นตามมา รู้อย่างนี้แล้วเมื่อรู้ตัวว่ากำลังเศร้า เหงาซึม หาทางออกไม่เจอ ก็ลองหยิบดาร์กช็อกโกแลตมากินเพลินๆสักนิดนะคะ
  9. ความอยากอาหาร การทานช็อกโกแลตจะทำให้สมองกลีบหน้าทำงานดีขึ้น กล่าวคือ มันเป็นศูนย์กลางที่สามารถลดความอยากอาหารให้กับคุณได้ รู้อย่างนี้มีดาร์กช็อคโกแลตติดกระเป๋าสักแท่งนี่ไม่เลวเลยน้าา
  10. การลดน้ำหนัก ข่าวดีสำหรับสาวๆที่อยากลดน้ำหนักกัน คือ มีการวิจัยที่พบว่า คนที่ทานช็อกโกแลตในปริมาณที่ปกติจะมีรูปร่างที่เล็กลงกว่าคนที่ไม่ทานช็อกโกแลตเลย  เพียงแต่การทานช็อกโกแลตนั้นต้องทานในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไปเพราะอาจทำให้คุณมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นแทนได้

 

นอกจากเรื่องความสวยความงามแล้ว “ดาร์กช็อกโกแลต” ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดในสมอง เพราะในช็อกโกแลตมีแมกนีเซียม แมงกานีส ทองแดง สังกะสี และฟอสฟอรัสในปริมาณมาก ซึ่งสารอาหารทั้งหลายเหล่านี้ยังช่วยให้กระดูกของคุณแข็งแรงได้อีกด้วย

 

ปริมาณที่เหมาะสมในการรับประทาน

ดาร์กช็อกโกแลตนั้นถึงแม้จะมีประโยชน์ที่มากมายหลายหลากขนาดนี้ แต่เราก็ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมนะคะ เพราะยังไงในดาร์กช็อกโกแลตก็ยังคงมีน้ำตาลและนมผสมอยู่บ้าง ซึ่งปริมาณที่แนะนำต่อวันก็คือ 100 กรัมกำลังดีค่ะ เพราะถ้ากินมากกว่านี้อาจจะทำให้อ้วนได้เหมือนกันน๊าา

 

ข้อยกเว้นที่ควรทราบ

ความจริงแล้วช็อกโกแลตก็มีข้อยกเว้นในบางกรณืเหมือนกันค่ะ คือช็อกโกแลตนั้นมีข้อจำกัดบางประการกับคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพที่่ป่วยเป็นโรคไตและไมเกรน หากกินเข้าไปแล้วอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี

สำหรับคนที่เป็นไมเกรน  คือในช็อกโกแลตนั้นมีสารเคมีที่ชื่อ ไทรามีน (Tyramine) ที่จะยิ่งทำให้การไหลเวียนของเลือดอยู่ในระดับต่ำลง อาการปวดไมเกรนอาจหนักขึ้นกว่าเดิม

สำหรับคนที่เป็นโรคไต  ช็อกโกแลตเป็นอาหารที่มีกรดออกซาลิกสูง หากผู้ป่วยโรคไตกินเข้าไปอาจทำให้เกิดผลึกแคลเซียมออกซาเลทสะส­มเป็นก้อนนิ่วในกรวยไตมากขึ้น

 

การเลือกดาร์กช็อกโกแลตที่ดี

สำหรับการเลือกซื้อดาร์กช็อกโกแลตให้ดูเปอร์เซ็นต์ของโกโก้ที่ผสมในช็อกโกแลตยิ่งมากเท่าไรก็ยิ่งดีค่ะ ส่วนเราเองทานขมได้ค่ะเราจะเลือกโกโก้ 72% นั้นขมกำลังดีค่ะไม่มากไม่น้อยแต่ก็แอบเคยลองทานแบบ 85% เลยเหมือนกัน อยากบอกว่ามันขมจริงๆค่ะขนาดว่าทานขมได้ยังกลืนลำบากเลยค่ะ แต่ก็ลองทานแบบชิ้นๆเล็กให้ละลายในลิ้นแล้วค่อยกลืนช้าๆ ประมาณนั้น กก็ช่วยได้ในระดบหนึ่งเหมือนกัน ถ้าอยากได้รับคุณประโยชน ์ที่มากมายก็ลองหัดทานกันดูนะคะ แต่สำหรับคนที่เพิ่งทดลองกินหรือไม่ชอบรสขมก็อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับรสชาติที่ขมมากกว่าช็อกโกแลตนม ก็ให้ลองกัดชิ้นเล็ก ๆแล้วปล่อยให้ละลายช้า ๆในปาก เพื่อให้รสขมซึมออกมาอย่างช้า ๆแล้วจะเริ่มรู้สึกถึงรสชาติของความหวานที่เป็นธรรมชาติ ด้วยความที่ดีต่อสุขภาพลองทานเล่นวันละนิดก็ยังดีนะคะ ไม่เสียหาย

 

คนทานมังสวิรัติกับช็อกโกแลต

ขึ้นอยู่กับความหมายของอาหารมังสวิรัติที่คุณเลือกทานด้วยเช่นกัน โดยส่วนใหญ่ช็อกโกแลตมีส่วนผสมของนม ถ้าหากคนที่เคร่งในการทานมังสวิรัตก็คงไม่ต้องการช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของนมผสมอยู่ แต่หากผู้ทานมังสวิรัติที่ไม่นับรวมนมกับอาหารมังสวิรัติก็สามารถทานได้ มันขึ้นอยู่กับประเภทของบุคคลที่เป็นมังสวิรัติ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้

  1. A locto – vegetarian มังสวิรัติ หมายถึงคนทานมังสวิรัตไม่กินเนื้อหรือ ปลา แต่คงกินนม และ ไข่ กลุ่มมังสวิรัติกลุ่มนี้สามารถที่จะกินช็อกโกแลตทุกชนิดได้
  2. A lacto – vegetarian มังสวิรัติ หมายถึงคนที่ไม่กินเนื้อ ก็สามารถทานช็อกโกแลตที่ไม่มีส่วนผสมของนมอยู่ ซึ้งสามารถดูได้จากส่วนผสมของช็อกโกแลตนั้น ๆ หรือ สอบถามผู้ผลิตช็อกโกแลตโดยตรง

 

อู้หูวว ใครจะทราบล่ะคะว่าเจ้าช็อกโกแลตที่เราชอบรับประทานหรือซื้อติดไม้ติดมือแอบซ่อนไว้ในกระเป๋าไว้แอบกินตอนทำงานบ้างหรือตอนเรียนบ้างนั้นก็มีประโยชน์เหมือนกันแฮะ แต่ไงก็แล้วแต่เราก็ต้องเลือกซื้อเลือกทานให้ถูกกันล่ะช็อกโกแลตนั้นมีหลายชนิดหลายแบบ ยัวไงก็หวังว่ากระทู้นี้จะช่วยจะเป็นความรู้ให้ทุกคนได้นะคะ และต่อจากนี้เราก็เลือกทานให้ถูกให้เหมาะให้ควร เพื่อสุขภาพที่ดีแล้วก็ความสวยความงามของเราก็จะดี๊ดีไปด้วยกันค่ะ

 


สนใจ? เราจะติดต่อคุณเมื่อพร้อม! :)

หลักสูตรออนไลน์เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก / หลักโภชนาการ / การควบคุมอาหาร

การให้คำปรึกษาทางด้านโภชนาการและการลดน้ำหนัก