⇉ แบบสำรวจ (10 วินาที):  สิ่งไหนหรืออะไรที่คุณอยากรู้และอยากให้มีบนเว็บไซต์มากกว่านี้ ❤

Browse Tag: ผิวขาว

5 สุดยอดวิตามินเพื่อสุขภาพผิวที่สวยขาวใส

Vitamins-and-oil-1
Source: Flickr (click image for link)

วันนี้ HealthGossip จะมาพูดถึง “5 วิตามินที่ทำให้ผิวของเราสวยและขาวใส” กันค่ะ คงทราบกันใช่ไหมคะว่าสมัยนี้ไม่ใช่แค่สุขภาพร่างกายของเราเท่านั้นที่เราต้องคอยใส่ใจดูแล ไหนจะเรื่องการกิน การใช้ชีวิตประจำวัน ต่างๆ แต่อีกอย่างที่เราก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือเรายังมีสุขภาพผิวของเราที่ยังคงต้องหมั่นดูแลเช่นกัน โดยเฉพาะสาวๆที่รักสวยรักงามอย่างเราๆนี้ต้องใส่ใจกันเป็นพิเศษเลยล่ะค่ะ ผิวของคนเรานั้นจำเป็นที่จะต้องได้รับวิตามินบำรุงผิวอย่างเหมาะสมอยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้ผิวยังคงมีสุขภาพที่ดีอยู่ตลอดเวลาค่ะ เพราะการใช้ชีวิตประจำนั้นก็เป็นปัจจัยหลักเลยที่ส่งผลทำให้เราสูญเสียอนุมูลอิสระที่เป็นผลทำให้ผิวของเราเกิดปัญหาต่างๆที่ไม่พึงประสงค์  จากการศึกษาวิจัยชี้ให้เห็นว่า มีสารอาหารบางชนิดที่จำเป็นในการป้องกันริ้วรอยบนผิว แต่ความจริงที่น่าเศร้าที่หลายคนอาจจะไม่เคยทราบมาก่อนเลยก็คือ วิตามินบำรุงผิวที่คุณได้รับผ่านมื้ออาหารในชีวิตประจำวันนั้น ร่างกายของคุณได้รับเพียงร้อยละหนึ่งของอาหารที่คุณทานเข้าไปเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะมากน้อยเท่าใดก็ตาม การทานวิตามินบำรุงผิวเสริม เพื่อเติมช่องว่างความต้องการวิตามินในร่างกายให้เต็มนั้น จึงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างมีความสำคัญมากเลยทีเดียว เพราะสมัยนี้การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ล้วนช่วยให้คุณมีผิวพรรณที่ดีได้ แต่ในยุคสมัยที่เร่งด่วนแบบนี้ การเลือกสรรอาหารดีๆ หรือพักผ่อนให้เพียงพอ อาจเป็นเรื่องยาก   วันนี้เราเลยนำเรื่องวิตามินมาบอกกล่าวเล่าสู่กันฟัง เผื่อได้เป็นแนวทางให้กับคุณผู้หญิงทั้งหลายที่อาจจะยังไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัดว่า มีวิตามินอะไรบ้างนะที่จะช่วยบำรุงผิวของเราให้มีสุขภาพที่ดีอยู่เสมอๆ และวิตามินก็มีหลากหลายชนิดแตกต่างหน้าที่กันไป การที่เราจะรู้ไว้ถือเป็นการดี เพราะบางทีเราก็อาจไม่ทราบว่าเราจะรับวิตามินเหล่านั้นได้จากที่ไหนในทุกๆวันเพื่อให้เพียงพอต่อร่างกายของเรา งั้นเราไปหาคำตอบกันเลยค่ะ

 

วิตามิน(Vitamin) คืออะไร?

วิตามินคือสารอินทรีย์ที่ร่างกายต้องการในปริมาณเพียงเล็กน้อยมากในแต่ละวันเพื่อการเจริญเติบโต และการสร้างพลังงานของทุกเซลในร่างกาย จำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพที่ดี เราจำเป็นต้องได้รับวิตามินไม่ว่าจะจากอาหารที่รับประทานหรือจากการได้รับอาหารเสริม วิตามินเป็นสิ่งที่ร่างกายเราไม่มีและไม่ได้สร้างขึ้นเอง มีวิตามินทั้งหมด 13 ชนิด ที่ร่างกายควรจะได้รับ วิตามินไม่ใช่อาหาร และไม่สามารถใช้ทดแทนอาหารได้ วิตามินไม่มีแคลอรี่ และไม่สามารถให้พลังงานโดยตรงกับร่างกาย แต่เราก็ยังจำเป็นต้องได้รับวิตามินเพื่อไปทำหน้าที่เปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน

วิตามิน แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มตามคุณสมบัติการละลายในตัวทำละลาย

  1. วิตามินชนิดที่ละลายได้ในน้ำมันหรือไขมัน วิตามินกลุ่มนี้ เช่น วิตามินเอ อี ดี และเค วิตามินเหล่านี้จะสามารถถูกกักเก็บไว้ตามกล้ามเนื้อหรือไขมันตามส่วนต่างๆของร่างกายได้ภายหลังจากที่เรารับประทานเข้าไป ข้อดีคือ เราไม่จำเป็นต้องรับประทานวิตามินกลุ่มนี้ทุกวันเพราะมีสะสมอยู่ตามกล้ามเนื้อ แต่หากเรารับประทานวิตามินเหล่านี้มากเกินไป จะเกิดการสะสมมากเกินไปในส่วนต่างๆ ทำให้เป็นพิษจากวิตามินได้เช่นกัน
  2. วิตามินชนิดที่ละลายได้ในน้ำ เช่น วิตามินซี และบี วิตามินกลุ่มนี้ไม่สามารถถูกสะสมหรือกักเก็บในร่างกายได้นานเนื่องจากคุณสมบัติที่ได้ละลายได้ดีในน้ำ จึงถูกกำจัดออกทางปัสสวะหรือเหงื่อ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินกลุ่มนี้ทุกวันจากการรับประทานอาหารหรืออาหารเสริม หากร่างกายได้รับวิตามินชนิดที่ละลายน้ำมากเกินไป ส่วนเกินของวิตามินจะถูกขับออกโดยไม่ทำให้เกิดพิษหรือปัญหาต่อร่างกาย

วิตามินสำหรับต้านอนุมูลอิสสระ ขบวนการหรือปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกิดขึ้นในร่างกายทุกขณะหรือตลอดเวลาไม่ว่าเราจะตื่นอยู่หรือกำลังนอนหลับคือ ปฏิกิริยาที่เรียกว่า ‘ออกซิเดชั่น’ เป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นและก่อให้เกิดอนุมูลอิสสระสะสมภายในเซลและอัวยะวะในทุกส่วนของร่างกาย อนุมูลอิสสระเหล่านี้ทำลายเซลทุกชนิด และนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดความเหี่ยวย่นของผิวหนังและความเสื่อมของทุกเซลจนทำให้เซลตายได้ในที่สุด

สารต้านอนุมูลอิสสระ คือสารที่สามารถป้องกันหรือยับยั้งปฏิกิริยาลูกโซ่ของปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้ สารต้านอนุมูลอิสสระสามารถทำหน้าที่ปกป้องเซลจากการทำลายของอนุมูลอิสสระ อันอาจเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกร่างกายด้วย เช่น จากรังสีดวงอาทิตย์ หรือฝุ่นละอองจากสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ร่างกายคนเราก็สามารถสร้างสารต้านอนุมูลอิสสระได้เอง เพื่อปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสสระที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์พบว่าเนื่องจากอนุมูลอิสสระในร่างกายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จากสภาวะความเครียดและความกดดันของร่างกายในโลกปัจจุบัน ทำให้สารต้านอนุมูลอิสสระที่ผลิตขึ้นเองภายในร่างกายไม่เพียงพอในการปกป้องเซลทุกชนิดในร่างกายได้ ดังเห็นได้จากการเจ็บป่วยที่ไม่รู้สาเหตุมากมาย เราจึงจำเป็นต้องเพิ่มหรือเสริมให้ร่างกาย

ประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสสระ

  • ทำลายอนุมูลอิสสระที่เกิดขึ้นในร่างกาย เป็นการปกป้องเนื้อเยื่อที่แข็งแรงของร่างกายในทุกส่วน
  • สารต้านอนุมูลอิสสระสามารถเสริมความเข็มแข็งของกล้ามเนื้อและโครงสร้างของเส้นเลือดทั้งหลายในร่างกาย ซึ่งเป็นการเสริมความแข็งแรงของระบบเลือดและหัวใจโดยทางอ้อม
  • สารต้านอนุมูลอิสสระนับเป็นยาอายุวัฒนะที่ช่วยชะลอความแก่ของผิวพรรณและร่างกาย และยังมีรายงานสนับสนุนว่าสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย

เมื่อเราได้ทราบกันแล้วว่าปัญหาหลักที่ทำให้ผิวของเราอ่อนแอนั่นก็คือ “อนุมูลอิสระ” และยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างเลยค่ะที่ไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระในร่างกายเร็วขึ้น ก็คือการใช้ชีวิตประจำวันของเรานั่นเอง ไม่ว่าจะจากภาวะเครียดจากตัวเราเอง ไหนจะรังสียูวีที่ประเทศไทยเรานั้นรุนแรงเหลือเกิน หรือจะเป็นฝุ่นละอองจากสิ่งแวดล้อม ก็ตาม อย่างที่บอกว่าภาวะที่กล่าวมานั้นล้วนแต่ทำให้สารต้านอนุมูลอิสสระที่ผลิตขึ้นเองภายในร่างกายไม่เพียงพอในการปกป้องเซลทุกชนิดในร่างกายได้ ดังนั้นเราจึงมีการเสริมโดยการรับประทารอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเข้าไปและส่วนมากจะอยู่ในผักและผลไม้ นั่นก็คือวิตามินต่างๆนั่นเองค่ะ

 

5 สุดยอดวิตามินสำหรับต้านอนุมูลอิสสระ

1.วิตามินซี (Vitamin C)

วิตามินซี มีคุณสมบัติในการต่อต้านการเกิดริ้วรอย ให้ความชุ่มชื้นผิวหนัง วิตามินซีในปริมาณมากพอจะกระตุ้นให้เซลล์ผิวสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนัง ช่วยชะลอและยืดอายุผิวหนังจึงทำให้ผิวดูสดใสอ่อนเยาว์ และยังช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง โดยการเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้แผลหายเร็ว ลดการอักเสบ นอกจากนี้ ยังช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ผลิตเม็ดสีผิว ทำให้ผิวพรรณขาวกระจ่างใส ลดเลือนริ้วรอย จุดด่างดำ และรอยสิวต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญช่วยปกป้องผิวจากยูวีด้วยค่ะ แต่เนื่องจากคุณสมบัติของวิตามินซีที่ละลายในน้ำได้ดีมาก ทำให้คุณสมบัติการเป็นสารต้านอนุมูลอิสสระสลายไปได้อย่างรวดเร็วเมื่อละลายในน้ำหรือเมื่อถูกความชื้น ทำให้วิตามินซีที่ผสมผสานในครีมบำรุงผิวทั้งหลายไม่เกิดประโยชน์ต่อผิวหนังเลย นอกจากนั้นยังพบว่าวิตามินซีหรือวิตามินที่ละลายได้ดีในน้ำ ไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ ดังนั้นประโยชน์จากวิตามินซีในครีมบำรุงผิวจึงไม่เกิดขึ้น เพราะอย่างนี้เราจึงต้องเติมวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายเป็นประจำค่ะ แต่อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมเครื่องสำอางได้พยายามคิดค้นและปรับปรุงโครงสร้างของวิตามินซีให้มีคุณสมบัติละลายน้ำได้น้อยลงแต่ละลายได้ดีในน้ำมันเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มความคงตัวและการดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังของวิตามินซีในเนื้อครีมบำรุงผิว

 

2.วิตามินอี (Vitamin E) เป็นวิตามินบำรุงผิว

พบว่าวิตามินอีมีบทบาทสำคัญที่สุดในการช่วยชะลออายุของผิวหนัง ช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยป้องกันการเกิดโรคทั่วไปหลายๆชนิด วิตามินอี สามารถใช้ในรูปแบบของครีมทาผิว และในรูปแบบของแคปซูลขนาด 400 มิลลิกรัมสำหรับรับประทาน เพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้น มีความยืดหยุ่นและปรับสภาพผิวหนังให้เนียมนุ่มได้อย่างรวดเร็ว มีประวัติการใช้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน วิตามินเอ มีคุณสมบัติที่ดีต่อผิวมากมายช่วยลดความแห้งกร้าน ด้วยการทำให้ผิวคงความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ และส่งเสริมการปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายด้วยรังสียูวี เพียงส่วนผสมของวิตามินอี อย่างน้อยที่สุด 1% ภายในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว นอกจากนี้วิตามินอี ยังช่วยปกป้องผิวจากการทำร้ายของอนุมูลอิสระ จนกระทั่งได้รับฉายา “ซุปเปอร์สตาร์” ในการปกป้องดูแลผิวเลยทีเดียว สำหรับการใช้วิตามินอีในการบำรุงผิวพรรณที่เหมาะสมที่สุดนั้น ควรใช้ก่อนและหลังการสัมผัสกับแสงแดดอย่างรุนแรง

 

3.วิตามินเอ (Vitamin A)

วิตาินเอ Retinoids หรือกรดวิตามินเอ เป็นวิตามินบำรุงผิวสำหรับต่อต้านริ้วรอย ที่ได้รับการค้นคว้าวิจัยและพิสูจน์แล้วกว่า 700 ชิ้น ว่าสามารถช่วยลดริ้วรอย จุดด่างดำให้จางหายไป พร้อมกับช่วยลดความหยาบกร้านของผิวให้ผิวกลับมาราบลื่นมากขึ้นหากมีการใช้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ การใช้งาน Retinoids เป็นสิ่งที่ค่อนข้างมีข้อจำกัด โดยแนะนำให้ใช้ในช่วงเวลากลางคืน ที่ปลอดแสงแดด อย่างน้อย 2-3 ครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผิวของวิตามินบำรุงผิวชนิดนี้ สามารถทำงานให้เห็นผลได้อย่างรวดเร็วได้ภายใน 4-8 สัปดาห์ สำหรับปริมาณที่ใช้ในการบำรุงผิวหน้าของคุณอย่างเหมาะสม เพียงปริมาณเท่าเม็ดทั่ว กรดวิตามินเอก็มากเพียงพอแล้วที่จะช่วยครอบคลุมบำรุงใบหน้าโดยรวมของคุณ

 

4.วิตามินบีรวม

วิตามินบีรวม เป็นกลุ่มวิตามินประกอบได้ด้วย วิตามิน B1 B2 ไนอะซีน แพนโทธีนิกแอซิด B6 B12 โฟลิกแอซิด ไอโอซิทอล และโคลีน วิตามินบีรวม ช่วยบำรุงผิวให้สดชื่น สดใส เปล่งปลั่ง แต่ต้องระวังอย่าทานก่อนนอนนะคะ เพราะวิตามินบีรวมจะทำให้เราตื่นตัว จนคุณอาจกลายเป็นนกฮูกทั้งคืนได้

 

5.โคเอ็นไซม์ คิวเท็น (Coenzyme Q10)

โคเอ็นไซม์ คิวเท็น (Coenzyme Q10) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Ubiquinone เป็นสารคล้ายวิตามินที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คุณสมบัติเด่นของ Coenzyme Q10 เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระนั่นเอง คือสามารถชะลอความแก่ได้โดยที่ Coenzyme Q10 สามารถสร้างพลังงานให้กับผิวเพื่อในการแบ่งเซลล์ ทำให้ริ้วรอยต่างๆสามารถลดลงและเลือนหายไป มีบทบาทในการบำรุงผิวพรรณในเรื่องของการชะลอการแก่ก่อนวัย ป้องกันริ้วรอย และช่วยฟื้นฟูสภาพผิว ที่สำคัญโคเอ็นไซม์ คิวเท็น ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน จึงลดความเสื่อมของเซลล์ และกำจัดของเสียออกจากเซลล์ ส่งผลให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้นด้วย

 

ยังไงทางการแพทย์นั้นก็ยังเชื่อว่าสารต้านอนุมูลอิสสระที่ดีที่สุดควรจะได้จากผักสดและผลไม้สดเท่านั้น อย่างไรก็ตามแหล่งของอาหารเสริมที่สามารถให้สารต้านอนุมูลอิสสระ ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่สองที่สามารถมาทดแทนได้เช่นกันสำหรับผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผักสดและผลไม้สดหรือบางคนที่ไม่มีเวลาสรรหามารับประทานกันค่ะ หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยเป็นความรู้และแนวทางในการเลือกรับประทานกันได้นะคะ

 

www.flickr.com/photos/detroitsunrise/3524151027/

ดื่มน้ำมะเขือเทศยังไงให้ได้ประโยชน์ที่สุด

small-tomatoes-1 กระแสการดื่ม “น้ำมะเขือเทศ” ในบ้านเราตอนนี้บอกเลยว่ามาแรงเหลือเกิน จนกลายเป็นว่าน้ำมะเขือเทศเป็นเครื่องดื่มที่ตอนนี้สาวๆคนไหนไม่ดื่มนี่ถือว่าเอ๊าท์แรงมาก ไม่ต้องถามหากับคนรักสุขภาพหรอกค่ะ สมัยนี้สาวๆอย่างเราๆก็ให้ความสำคัญและอยากจะดื่มกันทั้งนั้น ถึงแม้ว่ารสชาติเวลาที่แตะเข้าปากโดนแค่ปลายลิ้นยังไม่ทันจะกลืนก็กระอึกกระอักอยากจะคายออกมาละ แต่นั่นก็ไม่สามารถทำให้คุณผู้หญิงยอมแพ้ค่ะเราก็ยังกล้ำกลืนฝืนทนกลืนมันลงไป เพราะอะไรถึงต้องทำขนาดนั้นล่ะก็เพราะเชื่อว่าถ้าดื่มน้ำมะเขือเทศทุกวันแล้วจะทำให้ผิวเราดี๊ดีนั่นเอง แต่รู้กันมั้ยคะสาวๆว่าน้ำมะเขือเทศไม่ใช่แค่ทำให้เราสวยอย่างเดียวนะแต่ยังดีต่อสุขภาพเราอีกด้วย เราไม่มีทางรู้เลยว่าแค่ลูกกลมๆสีแดงสดหนึ่งลูกนี้จะมีคุณค่าอะไรบ้างนะที่ทำให้สาวๆยอมที่จะกลั้นใจดื่มมันลงไป วันนี้มีข้อมูลของเจ้ากลมกิ๊กแดงสดมาบอกเล่าสู่กันฟัง และวันนี้้สาวๆก็จะได้ทั้งความรู้และความสวยจากภายในสู่ภายนอกกันค่ะ

 

สาวๆรู้กันมั้ยคะว่าในมะเขือเทศผลกลม ๆ สีแดงแปร๊ดนี้มีสารอาหารอยู่มากมายทีเดียวเลยค่ะ ลองมาดูข้อมูลทางโภชนาการของมะเขือเทศ 100 กรัมกัน

 พลังงาน 18 กิโลแคลอรี่

  • น้ำ 94.34 กรัม
  • โปรตีน 0.95 กรัม
  • ไขมัน 0.11 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 4.01 กรัม
  • ไฟเบอร์ 0.7 กรัม
  • น้ำตาล 2.49 กรัม
  • แคลเซียม 11 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 0.68 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 9 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 28 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 218 มิลลิกรัม
  • โซเดียม 11 มิลลิกรัม
  • สังกะสี 0.14 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 22.8 มิลลิกรัม
  • โฟเลต 13 µg
  • วิตามินเอ 489 IU
  • วิตามินอี 0.56 มิลลิกรัม
  • วิตามินเค 2.6 µg
  • ลูทีนและซีแซนทีน 123 µg

 

นอกจากนี้ยังมีเบต้าแคโรทีน ไลโคปีน วิตามินอีกหลายชนิดปแต่ตัวพระเอกที่อยู่ในเจ้ามะเขือเทศกลมกิ๊กนั้นคือ ไลโคปีน นั่นเอง

แล้วไลโคปีนคืออะไรล่ะนี่? “ไลโคปีน” (lycopene) เป็นสารอีกตัวในกลุ่มแคโรทีนอยด์ พบในผักผลไม้ที่มีสีส้มสีแดง อย่างเช่น แตงโม มะละกอ แครอท ฟักข้าว เกรปฟรุต ถือเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ชั้นยอด และในมะเขือเทศสด 100 กรัม จะมีปริมาณไลโคปีนอยู่ประมาณ 0.9 –9.30 มิลลิกรัมค่ะ ซึ่งไลโคปีนและวิตามินแร่ธาตุอื่นๆ ในมะเขือเทศมีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพแทบจะทุกส่วนของร่างกาย โดยมีงานวิจัยมากมายให้คำยืนยันถึงสรรพคุณชั้นเลิศของพืชสีแดงชนิดนี้ อย่างเช่น

   –  ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ข้อนี้ถือเป็นสรรพคุณเด่นมากของพืชสีแดงชนิดนี้เลย

   –  ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ เพราะมะเขือเทศมีไฟเบอร์และน้ำมาก จึงช่วยดูแลระบบขับถ่ายให้เป็นไปอย่างปกติ

   –  ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งปอด มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับอ่อน

   –  ชะลอความแก่ ริ้วรอยแห่งวัย เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง  บำรุงผิวพรรณให้สดใส ชุ่มชื้น  

   –  ช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลไม่ดีที่อยู่ในผนังหลอดเลือด จึงลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด  

   –  บำรุงสายตา เพราะมีวิตามินเอสูง  

   –  รักษาโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน  

   –  ควบคุมและลดระดับน้ำตาลในเลือด  

   –  เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน เพราะมีวิตามินเคสูง  

   –  ช่วยลดอาการบวมน้ำในร่างกาย เพราะมะเขือเทศจะช่วยควบคุมสมดุลของเหลวในเซลล์และเนื้อเยื่อ  

   –  ช่วยทำความสะอาดคอเลสเตอรอลไม่ดีที่อยู่ในผนังหลอดเลือด ลดคอเลสเตอรอลไม่ดีในกระแสเลือด  

   –  ทานเป็นประจำทุกวันช่วยลดความเครียดได้  

   –  บำรุงผมให้เงางาม แข็งแรง ดูมีสุขภาพดี

 

หลายคนคิดว่าการทานผักแบบสดๆ นั้นต้องดีกว่า เพราะถ้าทานผักที่ผ่านความร้อนแล้วผักนั้นจะสูญเสียสารอาหารสำคัญไปเกือบหมด แต่เรื่องนี้ใช้ไม่ได้กับมะเขือเทศนะคะ เพราะถ้าอยากรับประโยชน์จากมะเขือเทศให้มากที่สุดต้องทานแบบที่ผ่านการปรุงสุกมาแล้วเนื่องจากมะเขือเทศที่ผ่านความร้อนจะทำให้การยึดจับของไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของมะเขือเทศอ่อนตัวลง ทำให้ไลโคปีนถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่าค่ะ นอกจากนี้ไลโคปีนยังเป็นสารอาหารที่ละลายได้ดีในไขมัน ดังนั้น ถ้าใช้น้ำมันปรุงมะเขือเทศด้วยจะยิ่งทำให้ร่างกายดึงไลโคปีนไปใช้ได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม มีคำแนะนำให้ “ผู้หญิง” ทานมะเขือเทศสดด้วย เพราะมะเขือเทศสดมีวิตามินซีสูง และมีใยอาหาร ทำให้ผิวพรรณดี ส่วน “ผู้ชาย” ควรทานแบบสุก เพื่อให้ร่างกายได้รับสารไลโคปีนที่จะช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก

 

ดื่มน้ำมะเขือเทศช่วยให้ผิวขาว ?

สาว ๆ เริ่มนิยมมาดื่มน้ำมะเขือเทศกันมากขึ้นเพราะเชื่อว่าจะทำให้ผิวขาวได้ แต่จริง ๆแล้วแค่บำรุงผิวพรรณให้ดีขึ้นเท่านั้นเองค่ะ โดยมีข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ รัชนี คงคาฉุยฉาย อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ระบุไว้ว่า ในน้ำมะเขือเทศมีเบต้าแคโรทีน สารไลโคปีน และเม็ดสีส้มแดงของมะเขือเทศ เมื่อทานเข้าไปเป็นระยะเวลาติดต่อกันนาน ๆ และมากเพียงพอ ก็ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ดูอมชมพูได้ แต่ไม่ใช่สีผิวที่แท้จริง และไม่ได้อยู่คงทนถาวรเพราะถ้าหากหยุดรับประทานไปเพียงแค่ 1 สัปดาห์ สีผิวเดิมของเราก็จะกลับมาแล้ว

 

ควรดื่มน้ำมะเขือเทศยังไงให้ได้ประโยชน์และคุณค่าที่คู่ควร

อย่างที่บอกไปแล้วว่า การจะทานมะเขือเทศให้ได้ประโยชน์ต้องทานแบบสุกให้ลืมความเชื่อที่ว่าของสดนั้นดีกว่าของที่ปรุงแล้ว มันไม่ได้จริงเสมอไปสำหรับเจ้ามะเขือเทศลูกกลมกิ๊กลูกนี้ค่ะ แต่สำหรับคนที่อยากดื่มน้ำมะเขือเทศล่ะ ? การจะดื่มน้ำมะเขือเทศให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้นทำได้ 2 แบบคือ

  • ดื่มก่อนอาหาร คือตอนท้องว่าง โดยหยดน้ำมันลงในน้ำมะเขือเทศเพื่อช่วยในการดูดซึมของร่างกาย
  • ดื่มหลังอาหาร หลังจากทานอาหารก็สามารถดื่มน้ำมะเขือเทศตามได้ทันที โดยไขมันในอาหารที่กินเข้าไปจะช่วยในการดูดซึมไลโคปีนได้ดีมากขึ้น

ต้องดื่มแค่ไหนถึงจะเหมาะสม? อาหารทุกชนิดถ้าทานมากเกินไปก็เป็นอันตรายได้ไม่ต่างจากน้ำมะเขือเทศ ถ้าดื่มมากเกินไปก็ต้องระวังว่าร่างกายจะได้รับวิตามินซีมากเกินไป อาจทำให้กลายเป็นโรคนิ่วได้ นอกจากนี้มะเขือเทศมีโพแทสเซียมสูงมาก แนะนำว่าในคนปกติควรดื่มน้ำมะเขือเทศไม่เกิน 2 แก้ว หรือ 2 กล่องต่อวัน เพราะเป็นปริมาณที่ร่างกายจะสามารถขับโพแทสเซียมออกมาได้หมด เพราะงั้นใครที่ชอบดื่มน้ำมะเขือเทศแบบกล่องยังต้องเลือกดื่มอย่างระมัดระวังด้วยเพราะอาจมีการเพิ่มโซเดียมลงไป ดังนั้นควรเช็คสักนิดข้างกล่องน้ำมะเขือเทศนั้นมีปริมาณโซเดียมเท่าไหร่ ไม่เช่นนั้นร่างกายเราอาจได้รับโซเดียมมากเกินไป ทั้งจากในมะเขือเทศเองและจากโซเดียมที่เติมเข้ามาทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคอื่นๆ ตามมาเช่น ความดันโลหิตสูง โรคไต

 

ฝึกกิน “มะเขือเทศ”

สำหรับคนที่ไม่ชอบกินมะเขือเทศ มีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยฝึกให้เริ่มกินได้ โดยการทำน้ำมะเขือเทศด้วยตัวเอง เริ่มต้นจากการนำมะเขือเทศมาผ่านความร้อน ด้วยการจุ่มน้ำร้อน ประมาณ 20 – 30 วินาที แล้วลอกเปลือกออก จากนั้นนำไปปั่นใส่น้ำแข็งหรือโยเกิร์ตตามความชอบ หรืออาจจะผสมน้ำส้มสด น้ำมะนาว น้ำผลไม้อื่นๆ หรือน้ำผึ้งนิดหน่อยให้มีรสเปรี้ยว รสหวาน เข้ามาผสม ก็จะทำให้กินง่ายขึ้น

“ส่วนเด็กๆ นั้น ต้องฝึกกันหน่อย  เพราะเด็กส่วนใหญ่ที่ไม่ชอบกินผักจะต่อต้าน และทำให้ติดนิสัยมาจนโต ดังนั้นมีวิธีแก้ง่ายๆ คือ นำเอาเมล็ดมะเขือเทศออกก่อน แล้วทำอาหารอะไรก็ได้ที่เด็กชอบ สำคัญที่สุดเลยพ่อแม่ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกนะคะ ในการรับประทานอาหารทุกครั้งอย่าเขี่ยผักออกให้ลูกเห็นเด็ดขาด เพราะถ้าพ่อแม่ไม่กินผักลูกก็จะไม่อยากกินผักแน่นอน ดังนั้นเรารู้ดีว่าผักมีประโยชน์ การที่เราปลูกฝังลูกตั้งแต่ยังเล็กจะช่วยให้เขาได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จริงๆ ไปจนโต”   

 

ข้อควรระวังในการรับประทานมะเขือเทศ

จะเห็นได้ว่ามะเขือเทศ 1 ผล ให้พลังงานน้อยมากและมีน้ำตาลน้อยอยู่แล้ว หากนำมาคั้นแล้วไม่เติมน้ำตาลลงไป คนอ้วน หรือคนที่อยากลดน้ำหนักก็สามารถดื่มได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวอ้วนเลย ส่วนคนป่วยโรคเบาหวานก็สามารถดื่มได้เช่นกัน  แต่ที่ต้องระวังคือ ผู้ป่วย “โรคไต” เพราะข้อมูลโภชนาการเห็นแล้วว่า มะเขือเทศมี “โพแทสเซียม” สูงมาก จึงไม่เหมาะกับคนป่วยโรคไต หรือผู้ที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง เพราะร่างกายอาจขับโพแทสเซียมออกไม่หมด นอกจากนี้ คนที่มีภาวะกรดไหลย้อนไม่ควรทานมะเขือเทศมากเกินไป เพราะมะเขือเทศมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งถ้าทานมากอาจทำให้เกิดอาการได้

 

ประโยชน์มากมายขนาดนี้ ก็อย่าลังเลที่จะทาน “มะเขือเทศ” กันเลยนะคะ ถึงแม้บางคนอาจจะรู้สึกยี๊เวลาทานหรือดื่มก็ตาม แต่ถ้าคิดถึงประโยชน์ที่เราจะได้รับแล้วล่ะก็รับรองได้เลยว่าคุ้มมากค่ะ จะว่าไปสมัยนี้ใครๆก็เริ่มหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น แค่เรื่องทานมะเขือเทศมันยังเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นแต่ก็ต้องยอมรับนะคะว่าได้ประโยชน์จากเจ้ากลมกิ๊กแดงสดนี้เยอะพอสมควร สำหรับคนที่ไม่ชอบทานลองหัดทานดูสักครั้งค่ะ อาจจะเริ่มจากกันผัดใส่ผักหรือแบบดื่มจากกล่องทุกวัน วันละนิดวันละหน่อย เริ่มต้นจากภายในรับรองสวยอย่างสุขภาพดีแน่นอนค่าาา