⇉ แบบสำรวจ (10 วินาที):  สิ่งไหนหรืออะไรที่คุณอยากรู้และอยากให้มีบนเว็บไซต์มากกว่านี้ ❤

Browse Tag: อ่อนเพลีย

18 สัญญาณบ่งบอกว่าคุณดื่มน้ำเปล่าไม่เพียงพอ

Source: Flickr (click image for link)

เคยได้เขียนเรื่องราวของประโยชน์จาก”การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ”ให้เหมาะสมในแต่ละวันและเรื่องควรดื่มน้ำเปล่าอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพและร่างกายของเรามากที่สุดไปแล้ว หลายๆ คนก็คงจะทราบเป็นอย่างดีหรือเคยอ่านผ่านตามาบ้างแล้วใช่ไหมล่ะคะ ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยสิ่งแวดล้อมรอบข้างตัวเราหลายอย่างที่อาจจะเป็นตัวส่งผลให้เรามีตัวเลือกมากขึ้นในปัจจุบัน แค่เพียงก้าวเท้าเดินออกมาจากบ้านก็มีเครื่องดื่มหลากชนิดหลายรสชาติให้เลือกมากมาย ในบางคนถึงขั้นดื่มจัดจนเป็นนิสัยหรือไม่ก็เสพติดไปโดยไม่รู้ตัว วันไหนไม่ได้ดื่มแล้วจะมีอาการหงุดหงิดไม่มีความสุขไปทั้งวันเลยก็ว่าได้ อย่างเช่น ฉันต้องดื่มกาแฟทุกเช้านะ ไม่งั้นไม่มีสมาธิทำงานแน่วันนี้ หรือ ฉันต้องดื่มชานมไข่มุกทุกเย็นนะ ไม่อย่างนั้นนอนไม่หลับแน่คืนนี้ รวมถึงในบางคนที่ชื่นชอบกับดื่มน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่าเลยก็ว่าได้ เป็นต้น อาหารเครื่องดื่มที่ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาบนโลกใบนี้ ด้วยรสชาติที่ถูกปากชวนอยากให้ลิ้มรสในทุกๆ วัน นั่นก็ไม่ผิดค่ะที่เราจะชอบดื่มแบบนั้นหรือแบบไหน แต่อย่าลืมว่าเครื่องดื่มเหล่านั้นมีส่วนผสมมากมายกว่าจะได้รสชาติที่กลมกล่อมจนยากที่จะข่มใจลืมได้ นอกจากจะนำน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาฝากแบบไม่ทันตั้งตัว อีกทั้งยังนำพาน้ำตาลที่เหลือไปเพิ่มในกระแสเลือดจนโรคเบาหวานมาเยือนแบบไม่รู้ตัวซะอย่างนั้น เราไม่ได้อยากจะบอกคนที่ติดเครื่องดื่มเหล่านั้นว่าเครื่องดื่มพวกนี้ไม่ดีหรอกนะ หรือไม่ก็ไม่ควรดื่ม ให้เลิกกับมันซะ เพราะเราทราบดีว่ามันเป็นเรื่องที่ยากค่ะ ซึ่งก็มีเหมือนอยู่อีกปัจจัยที่ทำให้ใครหลายคนดื่มน้พเปล่าไม่เพียงพอ คือในคนที่ไม่ชอบดื่มน้ำเปล่าเลย อาจจะเพราะไม่ชอบดื่มน้ำเปล่าเนื่องด้วยน้ำเปล่านั้นไม่มีรสชาติอะไรเลย น่าเบื่อ หรืออาจจะไม่มีเวลา ซึ่งแม้กระทั้งการ…ลืม? ไม่ว่าจะจากเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ซึ่งปัจจัยเหล่านั้นอาจจะนำพาสู่ปัญหาของโรคภัยไข้เจ็บโดยไม่รู้ตัวได้โดยทั้งสิ้น และหลายๆ คนก็อาจะไม่ทราบว่ากะแค่การไม่ดื่มน้ำเปล่าก็สามารถเจ็บป่วยได้ด้วยหรอเนี่ย? ที่จริงแล้ว ในร่างกายของมนุษย์เราประกอบไปด้วยน้ำถึง 70% ซึ่งระบบภายในของร่างกายมนุษย์ ต้องใช้น้ำในการทำหน้าที่ของระบบต่างๆ ในร่างกาย ดังนั้นถ้าร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอในแต่ละวัน เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ในร่างกายของเราเป็นอย่างแแน่นอนค่ะ เนื่องจากในแต่ละวันร่างกายเราจะเสียน้ำวันละ 2 ลิตร จากการหายใจ ขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ ทำให้ร่างกายต้องได้รับน้ำจากการดื่มน้ำเปล่าให้ได้วันละประมาณ 2-3 ลิตร หรือ 6-8 แก้วต่อวันนั่นเองค่ะ

 

18 สัญญาณบ่งบอกว่าคุณดื่มน้ำเปล่าไม่เพียงพอ

Source: Flickr (click image for link)

1.ปาก ผิวหนัง และตาแห้ง

จัดว่าเป็นสัญญาณขั้นพื้นฐานที่จะช่วยบอกให้เราทราบได้ว่าร่างกายของเราขาดน้ำหรือได้รับน้ำไม่เพียงพอนั่นเอง นอกจากรู้สึกว่าตาแห้ง ตาบวม ปากและผิวแห้งแตกเป็นขุยทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าหนาว ก็ควรหันไปหยิบน้ำมาดื่มให้ไวเพราะการขาดน้ำคือการขาดเหงื่อซึ่งจะนำไปสู่ร่ายกายไม่สามารถชำระล้างสิ่งสกปรกหรือน้ำมันส่วนเกินที่สะสมตลอดทั้งวันออกไปได้ ถ้าช่วงไหนรู้สึกว่าผิวแห้งแบบขาดน้ำมาหล่อเลี้ยงมีสิวขึ้นแบบผิดปกติแล้วล่ะก็ น้ำเปล่าคือทางออกที่ดีที่สุดค่ะ

 

2.ปวดหัวบ่อยๆ

บางครั้งพบว่าอาการที่เรารู้สึกปวดหัวอยู่บ่อยๆ นั้นไม่ใช่ไมเกรนหรือโรคอะไรแต่กลับกลายเป็นว่าเราดื่มน้ำเปล่าไม่เพียงพอ การดื่มน้ำไม่เพียงพอจะไปทำให้เกิดการขาดออกซิเจนและมีความดันโลหิตเพิ่มขึึ้นซึ่งไปทำให้เกิดการอาการปวดหัวอยู่บ่อยครั้ง แค่เพียงลองดื่มน้ำให้มากขึ้นในแต่ละวันเพื่อไปลดความตรึงเครียดในสมอง เลือดลมไหลเวียนดีขึ้นสมองก็ปลอดโปล่งโล่งสบายค่ะ

 

3.รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลียตลอดเวลา

ถ้าคิดว่าช่วงไหนรู้สึกเฉื่อยช้า อ่อนเพลีย ทำอะไรก็รู้สึกเหนื่อยง่ายไม่สดชื่นสดใสแบบไม่มีเหตุผลแล้วล่ะก็อาจจะเกิดจากการที่ร่างกายขาดน้ำก็เป็นได้ค่ะ การที่ร่างกายได้รับน้ำเปล่าไม่เพียงพอจนนำไปสู่การขาดเลือดจะต้องทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนไปทั่วร่างกาย ในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้เวียนศีรษะและคลื่นไส้ได้ เนื่องจากเลือดและของเหลวในร่างกายจะประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ เมื่อคุณขาดน้ำเลือดก็จะเพิ่มขึ้นและหัวใจก็ต้องใช้พลังงานมากขึ้น เพื่อที่จะให้ออกซิเจนและสารอาหารเคลื่อนที่ไปทั่วระบบไหลเวียนโลหิตค่ะ

 

4.น้ำหนักขึ้น

เชื่อหรือไม่ว่ารอบเอวที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นสัญญาณบอกว่าเราดื่มน้ำเพียงพอ พบว่าการดื่มน้ำเพียง 500 มล. (ประมาณ 17 ออนซ์) สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญของคุณได้ถึง 30% ไม่แปลกใจเลยค่ะว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจำนวนมากแนะนำการดื่มน้ำให้มากขึ้นที่เป็นหนึ่งในเคล็ดลับของการลดน้ำหนักและการรักษาน้ำหนักค่ะ อีกทั้งการที่ร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอยังสามารถส่งผลต่อระบบย่อยให้ไม่สามารถทำงานได้เท่าที่ควร แม้แต่การขาดน้ำที่ไม่รุนแรงยังมีการส่งสัญญาณไปสู่สมองและทำให้เราคิดว่าเรานั้นหิว ทั้งที่จริงสิ่งที่เราต้องการจริงๆ นั้นคือ การดื่มน้ำเท่านั้น

 

5.วิงเวียนศรีษะ

อาการวิงเวียนศีรษะ สับสน มึนงง เหม่อลอย ไม่มีสมาธิ ยากต่อการโฟกัสในสิ่งใดๆ นั้นเป็นสัญญาณทั้งหมดที่บ่งบอกว่าร่างกายของเราขาดน้ำค่ะ ด้วยร่างกายของเราต้องการขับถ่ายของเหลวทุกวันไม่ว่าจะผ่านทางเหงื่อหรือปัสสาวะ อีกทั้งยังไปกระทบต่อการทำงานของระบบร่างกายอื่นๆ จนทำให้เกิดความไม่สมดุลของอิเล็กโทรไลต์(สารอาหารหรือแร่ธาตุที่มีอยู่ในร่างกาย) และเราต้องการอิเล็กโทรไลต์เพื่อให้ร่างกายและจิตใจของเราทำงานได้อย่างถูกต้องนั่นเองค่ะ

 

6.อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย

รู้สึกว่าช่วงนี้คุณมีอารมณ์แปรปรวนง่ายหรือหงุดหงิดบ่อยขึ้นจนคนรอบข้างส่ายหน้าไหมคะ นอกจากนี้ยังมีผลกระทบอื่นๆ ที่เป็นไปได้เกี่ยวกับสมองและอวัยวะต่างๆ ที่เกิดจากการการขาดน้ำแบบต่อเนื่อง สามารถไปทำให้ความสมดุลของฮอร์โมนลดลงและทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความผิดปกติอื่นๆ ตามมาได้ค่ะ

 

7.ท้องผูก

อาการท้องผูกปัจจัยที่อาจจะเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่มีกากใยเพียงพอหรือแม้ระทั่งการรับประทานอาหารธรรมดาทั่วไป เพื่อให้ได้อาหารที่เราได้กินอย่างถูกต้องแล้ว ระบบการย่อยหรือลำไส้ของเราก็จำเป็นต้องใช้น้ำด้วย หากของเหลวมีไม่เพียงพอต่อการย่อยอาหารก็จะไปส่งผลทำให้เกิดอาการท้องผูก มีแก๊ส และท้องอืดเช่นกันค่ะ

 

8.ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

การดื่มน้ำเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการทำงานที่เหมาะสมของระบบทางเดินปัสสาวะของเรา เมื่อร่างกายเริ่มขาดน้ำจะไปส่งผลให้ไตและกระเพาะปัสสาวะพยายามเก็บน้ำที่มีอยู่น้อยนิดให้นานเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่กลับพบว่าถ้าไม่มีการขับปัสสาวะออก ก็ยิ่งส่งผลให้แบคทีเรียมีเวลาในการเจริญเติบโตภายในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นภายในท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะเพิ่มขึ้นจนนำไปสู่การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในที่สุดค่ะ

 

9.ปัสสาวะมีสีเข้ม

เมื่อเราดื่มน้ำน้อย น้ำไม่เพียงพอ จนกลายเป็นร่างกายขาดน้ำนั้น สัญญาณที่จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คงจะเป็นปัสสาวะที่มีสีเข้มหรือปัสสาวะน้อย ให้รู้ไว้เลยว่าตอนนี้ไตและกระเพาะปัสสาวะของเราทำงานหนักและมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบก็เป็นได้ อย่ารอช้าหยิบน้ำสักแก้วมาดื่มก็ยังดี!

 

10.ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ

ความดันเลือดไม่ว่าจะสูงหรือต่ำจัดว่าไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่ค่ะ ซึ่งถ้าเกิดการลดลงของปริมาณเลือดที่เป็นผลมาจากการขาดน้ำ อาจมีผลกระทบต่อความดันโลหิตต่ำอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไปการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลในเลือดอาจทำให้เกิดการสะสมของหลอดเลือดและในที่สุดอาจทำให้ความดันของโลหิตเพิ่มขึ้นไปถึงระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพอย่างแน่นอนค่ะ

 

11.ความไม่สมดุลของระดับคอเลสเตอรอล

การขาดน้ำส่งผลให้ร่างกายของเราผลิตคอเลสเตอรอลเพิ่มมากขึ้นเพื่อที่จะไปขจัดผิวที่หนาขึ้นของเซลล์ และรักษาของเหลวที่มีอยู่ในตัวอันเป็นผลที่มาจากกระบวนการป้องกันนี้ โดยระดับคอเลสเตอรอลในเลือดยังเพิ่มขึ้นและสามารถกลายเป็นขาดความสมดุลได้อย่างง่ายดาย

 

12.อาการปวดข้อ

น้ำคือระบบหล่อลื่นและระบายความร้อนตามธรรมชาติของร่างกาย กระดูกอ่อนและกระดูกสันหลังของเราประกอบไปด้วยน้ำประมาณ 80% ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อมวลกระดูกของเราค่ะ ดังนั้นการไม่ทำให้ร่างกายของเราขาดน้ำก็จะช่วยให้ข้อต่อของเราสามารถรองรับแรงกระแทกจากการเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน เช่น การวิ่ง กระโดด หรือหกล้มแบบไม่ทันตั้งตัว

 

13.กล้ามเนื้อเป็นตะคริวหรือกระตุกบ่อยๆ

เมื่อเรามีเหงื่อไหลออกมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างการออกกำลังกาย ซึ่งจะไปทำให้เกิดการลดระดับของโซเดียมลง โดยในช่วงที่เหงื่อมีความเข้มสูงซึ่งเป็นของเหลวเพียงอย่างเดียวที่ขับออกมาและนั่นคือการที่เราเริ่มที่จะสูญเสียน้ำ จึงเป็นผลทำให้ร่างกายมีการจัดลำดับความสำคัญของของเหลวที่เหลือในร่างกายว่าส่วนไหนควรจะทำงานก่อน และบ่อยครั้งที่ระบบไหลเวียนเลือดจะเป็นตัวที่ถูกเลือกก่อน ซึ่งหมายความว่าถัดมาก็จะเป็นกล้ามเนื้อของเรา ถ้าหากกล้ามเนื้อไม่ได้รับน้ำและโซเดียมที่เพียงพอก็จะไปส่งผลทำให้กล้ามเนื้อหดตัวหรือกระตุกนั่นเองค่ะ

 

14.ช่องปากและลมหายใจมีกลิ่น

เรื่องของกลิ่นปากใครว่าไม่สำคัญจริงไหมล่ะคะ หนึ่งในอาการที่พบบ่อยที่สุดของการขาดน้ำคืออาการปากแห้ง เนื่องจากเป็นผลที่มาจากการลดการผลิตน้ำลายที่เกิดจากการสูญเสียน้ำ น้ำลายเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับการควบคุมจำนวนของเชื้อจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในช่องปากของเรา เมื่อร่างกายขาดน้ำและการน้ำลายก็จะไปทำให้ยีสต์และแบคทีเรียสามารถเจริญรเติบโตได้ ตามรอบฟัน เหงือก และลิ้น ซึ่งสามารถเปลี่ยนจากสุขภาพช่องปากที่ดีกลายเป็นปัญหาในช่องปากก็ว่าได้ค่ะ นอกจากสุขภาพช่องปากที่มีปัญหาจากการขาดน้ำแล้วก็ลามลงไปถึงส่วนล่างของหลอดลมนั่นก็คือระบบทางเดินหายใจ การขาดความชุ่มชื้นที่เพียงพอจะเป็นอุปสรรคต่อการผลิตน้ำมูกทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เมื่อกลิ่นปากไม่พึงประสงค์ระบบลมหายใจไม่สดชื่นจากการขาดน้ำก็คงไม่ต้องเดาแล้วว่าทำไมไม่มีใครอยากคุยด้วย

 

15.หิว กระหายมากขึ้น

เมื่อเรามีอาการขาดน้ำร่างกายของเราก็อาจเริ่มคิดว่าต้องการรับประทานอาหารบางอย่าง ซึ่งเกิดขึ้นแบบนี้ตลอดทั้งวันทั้งคืนจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อหาอะไรกิน ถึงแม้ว่าการกินอาหารจะทำให้ร่างกายของคุณทำงานได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันการได้น้ำดื่มสะอาดๆ สักแก้วสอแก้วจะไปช่วยให้อวัยวะภายในพร้อมที่จะสร้างการเผาผลาญผ่านกระบวนการอื่นๆ ในร่างกาย นอกจากนี้การขาดน้ำยังทำให้การเผาผลาญอาหารช้าลงอาจจะไปส่งผลเสียต่อร่างกายในการเผาผลาญไขมันอีกด้วยค่ะ

 

16.ปัญหาระบบทางเดินอาหาร

เราได้พูดก่อนเกี่ยวกับเมือกในปากและลำคอของเราและวิธีการรักษา hydrated ช่วยให้เมมเบรนทำงานได้อย่างถูกต้อง นี้ยังใช้กับระบบย่อยอาหารทั้งหมด หากไม่มีความชุ่มชื่นเพียงพอปริมาณและความแข็งแรงของน้ำมูกในกระเพาะอาหารจะลดลงทำให้กรดในกระเพาะอาหารมีความเสียหายที่สำคัญต่อ insides ของคุณ นี้นำไปสู่สิ่งที่เรามักเรียกว่าอิจฉาริษยาและไม่ย่อย

 

17.มีกลิ่นตัว

การมีกลิ่นตัวที่เหม็นอาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนไม่ชอบใจนักซึ่งถ้าหากว่าช่วงไหนรู้สึกว่าทำไมเรามีกลิ่นตัวแรง การแก้ปัญหาเบื้องต้นคือย้อนถามตัวเองว่าเราดื่มน้ำเพียงพอหรือยัง? เนื่องจากน้ำจะเป็นตัวช่วยที่ทำให้เกิดการขนส่งนำของเสียให้ออกจากร่างกาย และเมื่อร่างกายมีของเสียที่ค้างไว้จำนวนมากแทนที่จะถูกจัดเก็บไว้ในเซลล์เพื่อไว้จัดการหรือกำจัดในอนาคต แต่พอเวลาผ่านไปสิ่งที่หลงลืมและเหลือก็จะถูกเปลี่ยนคุณสมบัติทางเคมีทางร่างกายให้แย่ลงได้ นอกจากนี้ผิวที่แห้งและเกิดความเสียหายที่เกิดจากการสูญเสียน้ำ จนไปก่อให้เกิดแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นนั่นเองค่ะ

 

18.ป่วยนานกว่าปกติ

ใครที่เป็นหวัดเรื้อรังไม่หายสักทีการดื่มน้ำเยอะๆ เป็นทางออกที่ดีค่ะ การดื่มน้ำจะช่วยให้ร่างกายของเราขับสารพิษออกมาได้อย่างต่อเนื่อง อวัยวะของเราทำงานเพื่อกรองเอาของเสียบางอย่างออกเปรียบดั่งเครื่องจักร์ โดยถ้าคุณไม่เติมน้ำมันให้เครื่องจักย์นั้นก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง เช่่นเดียวกับการเติมน้ำให้ร่างกายที่ขาดจะช่วยให้กลไกต่างๆ ในร่างกายขับเคลื่อนได้ต่อไปค่ะ

 

 

www.flickr.com/photos/siddienam/7718668456/

www.flickr.com/photos/jonavi/37509663536/

15 ชนิดของอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง

Source: Flickr (click image for link)

อาหารการกินทุกชนิดล้วนแต่มีส่วนประกอบของธาตุต่างๆ แซมๆหรือแอบซ่อนอยู่ ซึ่งอาหารบางอย่างบางชนิดหลายคนก็อาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีแร่ธาตุนี้อยู่ด้วยซ้ำไป ดังนั้นในบางครั้งเราอาจจะไม่ได้รับสารอาหารนั้นๆ เพียงพอเนื่องจากไม่ได้ทานเพราะความไม่ชอบส่วนตัวหรืออาจจะไม่คิดว่าจะมีแร่ธาตุตัวนี้อยู่ในอาหารนั้นๆ หรือบางคนพยายามจะเลี่ยงแร่ธาตุบางตัวเพราะคุณหมอสั่งมาว่าเนื่องจากโรคที่เป็นอยู่ไม่ควรได้รับแร่ธาตุตัวนี้เกินปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน หรือจำกัดปริมาณการรับประทานนั่นเอง และบางทีเผลอไปรับประทานอาหารบางชนิดเข้าเพราะไม่ทราบว่ามีแร่ธาตุตัวที่ห้ามนั้นผสมอยู่ ไปหาคุณหมอทีต้องได้ซักประวัติการรับประทานอาหารกันยาวๆ เลยทีเดียว บ้านเราถือว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำเลยก็ว่าได้ อยากจะทานอะไรหาได้ไม่ยากและก็ง่ายที่จะถูกใจและถูกปากเวลารับประทาน หรือเรียกง่ายๆ ว่าทานง่ายนั่นแหละค่ะ แต่ด้วยความที่เป็นคนทานง่ายทานไม่เลือกก็ใช่ว่าจะดี บางทีมีโรคเยอะกว่าคนที่เลือกทานเสียอีกแต่ก็ไม่เสมอไปค่ะ หลายคนที่เลือกรับประทาน (เฉพาะอาหารที่ชอบ)มาตรวจร่างกายทีโรคนั่นโรคนี่มาเป็นแพคเก็จบวกของแถมมาอีก ทางที่ดีการที่เราได้รับรู้ว่าร่างกายเราเป็นอย่างไร อาหารชนิดไหนประเภทไหนที่ควรได้รับอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของตัวเองนั่นแหละค่ะ หัวข้อที่เราจะนำมาแบ่งปันกันวันนี้ก็คือ อาหารชนิดไหนบ้างนะที่มีฟอสฟอรัสสูง ฟอสฟอรัสเป็นเกลือแร่หรือแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่ทำงานร่วมกับแคลเซียม มีหน้าที่เป็นโครงสร้างของกระดูกและฟันเป็นหลักๆ ค่ะ โดยหน้าที่อื่นๆ ของฟอสฟอรัสต่อร่างกายของคนเราก็จำพวกกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท กระตุ้นการหดตัวคลายตัวของกล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกาย เป็นต้น โดยกลไกลการทำงานของฟอสฟอรัสเมื่อเข้าสู่ร่างกาย ฟอสฟอรัสในอาหารนั้นจะถูกดูดซึมไปหมดในรูปแบบของ free phosphate และปริมาณการถูกดูดซึมจะมีความแตกต่างกันจากปริมาณของธาตุเหล็ก แมกนีเซียมรวมทั้งสารอื่นๆ ด้วย ซึ่งจะรวมตัวกันเป็นสารที่ไม่ละลายและถูกขับออกทางอุจจาระ และอีก 30 เปอร์เซ็นต์ของฟอสฟอรัสในอาหารที่ไม่ถูกดูดซึม ส่วนการควบคุมระดับของฟอสฟอรัสนั้นจะทำโดยการขับออกทางไตมากกว่าในรูปแบบของการดูดซึม    

อาการของการขาดฟอสฟอรัสและการมีมากเกินไป

ระดับฟอสฟอรัสต่ำในเลือด  จะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร กล้ามเนื้ออ่อนแรง

ระดับฟอสฟอรัสสูงในเลือด  จะมีอาการคันตามผิวหนัง หลอดเลือดแดงแข็ง มีก้อนแคลเซียมเกาะตามเนื้อเยื่อ ภาวะต่อมพาราไทรอยด์โต กระดูกบางและเปราะ

 

15 ชนิดของอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง

 

1.นม

ปกติแล้วอาหารที่มีแคลเซียมสูงก็จะมีฟอสฟอรัสสูงไปด้วยและอาหารที่มีแคลเซียมสูงที่เราสามารถนึกภาพออกเป็นอันดับต้นๆ ก็คงจะเป็นนมใช่ไหมล่ะคะรวมถึงนมสดรสจืด รสหวาน นมพร่องมันเนย นมขาดมันเนย นมข้น นมผง นมปรุงแต่งกลิ่นรสต่างๆ แม้แต่นมเปรี้ยวก็จัดอยู่ในอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูงจ้า

 

2.ไข่แดง

ในไข่แดงจัดว่าเป็นอาหารชนิดที่มีฟอสฟอรัสอยู่สูงถึง 580 มิลลิกรัมต่อไข่ 100 กรัมค่ะ ส่วนใหญ่แล้วอาหารที่มีโปรตีนสูง ฟอสฟอรัสก็จะสูงตามไปด้วยค่ะ

 

3.เมล็ดถั่วเหลืองแห้ง

ในส่วนของฟอสฟอรัสที่มีอยู่ในเมล็ดถั่วเหลืองแห้งซึ่งมีอยู่ถึง 583 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 100 กรัม ถือว่ามีฟอสฟอรัสสูงที่สุดในบรรดาอาหารประเภทเมล็ดถั่วแห้งต่าง ๆ

 

4.เครื่องในสัตว์

เครื่องในสัตว์จำพวก ตับ จัดเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงและมีสารอาหารอย่างฟอสฟอรัสอยู่จำนวนมากเช่นกันค่ะ

 

5.ผลิตภัณฑ์จากนม

นอกจากนมจะมีฟอสฟอรัสสูงแล้วผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิดก็เช่นกันค่ะ เช่น โยเกิร์ตชนิดข้นและชนิดดื่มได้ ไอศกรีม คัสตาร์ดครีม ชีส ช็อกโกแลต และเนยแข็งทุกชนิด เป็นต้น

 

6.สาหร่ายทะเลแห้ง

ในสาหร่ายทะเลแห้ง 100 กรัม มีฟอสฟอรัสถึง 1,000 มิลลิกรัม และถึงแม้ว่าสาหร่ายทะเลจะยังไม่ใช่อาหารหลักของคนไทย แต่ก็เป็นอาหารทานเล่นที่หลายๆ คนชอบกัน ยังไงใครที่มีปัญหาแร่ธาตุฟอสฟอรัสเกินก็ควรที่จะยับยั้งชั่งใจในการรับประทานด้วยนะคะ

 

7.พริกแดง

พริกเม็ดสีแดงๆ รสชาติเผ็ดร้อนเป็นเครื่องปรุงรสชั้นเลิศของสาวๆเมืองไทยนี้มีฟอสฟอรัสแฝงอยู่ถึง 380 มิลลิกรัม ต่อพริกแดง 100 กรัม

 

8.อาหารแปรรูปแช่แข็ง

ในส่วนของอาหารแปรรูปแช่แข็งส่วนใหญ่แล้วจะมีการเติมสารโพลีฟอสเฟตลงไปเพื่อรักษาคุณภาพของอาหารแปรรูปประเภทแช่แข็ง ซึ่งสารโพลีฟอสเฟตที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารจะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพไปเป็นสารฟอสเฟตหนึ่งหน่วย (single phosphate unit) ค่ะ

 

9.น้ำอัดลม

เครื่องดื่มชนิดคาร์บอเนตจำพวกน้ำอัดลมต่างๆ ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปที่อยู่เกลื่อนกลาดเป็นเครื่องดื่มที่หลายคนชื่นชอบนั้น นอกจากให้ความรู้สึกสดชื่นคลายความกระหายแล้วก็ไม่ได้มีสารอาหารที่ดีทางโภชนาการต่อร่างกายแต่อย่างใด แถมยังเป็นเครื่องดื่มที่มีฟอสอรัสสูงขนาดที่สามารถไปขัดขวางการทำงานของแคลเซียมในร่างกายซะอีก

 

10.ถั่วเขียวดิบ

เมล็ดถั่วเขียวถือเป็นธัญพืชตระกูลถั่วอีกตัวที่มีฟอสฟอรัสสูงค่ะ ถ้าอยู่ในสภาวะที่ต้องควบคุมก็ควรจะพับเก็บถั่วเขียวไปได้เลยค่ะ แต่ในทางกลับกันถ้าใครขาดอยู่แล้วล่ะก็เป็นตัวอีกตัวเลือกค่ะที่อยากจะแนะนำ

 

11.เนื้อสัตว์แปรรูป

เนื้อสัตว์แปลรูปทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นแบบหมัก ดองเค็ม เปรี้ยว หวาน ตากแห้ง จะมีการเติมฟอสเฟตเพื่อให้มีลักษณะหยุ่นๆ หรือให้จับตัวกันเป็นต้นค่ะ

 

12.ช็อคโกแลต

ช็อคโกแลตถ้าทานให้ดีก็จะได้รับประโยชน์มากมายโดยเฉพาะดาร์กช็อคโกแลต และด้วยความที่มีประโยชน์มากมายก็จะมีแร่ธาตุต่างๆ มากมายตามมาอย่างเช่น แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียม โซเดียม และฟอสฟอรัสที่สูงถึง 287 มิลลิกรัม ต่อช็อคโกแลต 100 กรัม

 

13.เบเกอรี่

เบเกอรี่ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง เค้ก ขนมอบ โดนัท ซาลาเปา หรือขนมที่มีส่วนผสมของยีสต์ล้สนแต่เป็นอาหารที่มีฟอสฟอรัสที่สูงค่ะ

 

14.เครื่องดื่มชา กาแฟ โกโก้

เครื่องดื่มที่เป็นของโปรดของใครหลายคนและเป็นต้องดื่มมันทุกวันจำพวก ชานมเย็น โกโก้ กาแฟเย็น ที่เป็นเครื่องดื่มใส่นมทั้งหลายแหล่ ล้วนแต่เป็นเครื่องดื่มที่ให้ฟอสฟอรัสสูงค่ะ ใครที่จำกัดปริมาณฟอสฟอรัสยังไงก็เบาๆลงหน่อยนะคะ

 

15.ธัญพืช

เมล็ดธัญพืชทุกชนิดอย่างเช่น อัลมอลด์ ข้าวโอ็ต ข้าวกล้อง งาดำ ลูกเดือย เมล็ดแตงโม ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวมอลต์ รวมถึงเครื่องดื่มจากธัญพืชทุกชนิดด้วยค่ะ

 

www.flickr.com/photos/katyushaitaly/6263113221/

14 ชนิดของอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง

Source: Flickr (click image for link)

สวัสดีค่ะ วันนี้มาจั่วหัวข้อกันกับ “อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง” ซึ่งแน่นอนว่าอาหารแต่ละชนิดของวันนี้จะต้องเพิ่มความสนใจและใส่ใจกันมากขึ้น อย่างน้อยก็เพื่อตัวเองก่อนเลยและก็ค่อยเผื่อแผ่ไปยังคนรอบตัวที่เข้าข่ายเสี่ยงของการขาดธาตุเหล็ก หลายๆ คนคงไม่คิดว่าการขาดธาตุเหล็กนั้นจะสำคัญต่อร่างกายแค่ไหน และก็ไม่ว่าจะวัยไหนๆ ร่างกายของเรานั้นก็ต้องได้รับบทบาทที่สำคัญของธาตุเหล็กด้วยกันทั้งนั้นค่ะ โดยเฉพาะสาวๆ วัยใสจนไปถึงคนที่กำลังจะเป็นคุณแม่กันเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าร่างกายจะขาดอะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ไม่ควรที่จะได้รับมากจนเกินความจำเป็นนะคะ ความพอดีต่างหากล่ะที่คือสิ่งสำคัญ ก็เพื่อความสมดุลย์ที่ร่างกายสามารถนำเอาไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีต่อร่างกายตัวเรานั่นเอง และก็หวังว่าหัวข้อนี้จะเหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหาอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ไม่ว่าจะเพื่อสุขภาพหรืออะไรก็แล้วแต่ และก็อย่าลืมเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลายและให้พอดีต่อความต้องการของร่างกายนะคะ

 

14 ชนิดของอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง

โดยทั่วไปแล้วธาตุเหล็กที่มีในอาหารจะมีอยู่ 2 รูปแบบ คืออยู่ในรูปแบบ สารประกอบฮีม (heam iron) และ สารประกอบที่ไม่ใช่ฮีม (nonheam iron) ค่ะ ซึ่งธาตุเหล็กที่อยู่ในรูปแบบของสารประกอบฮีมจะพบมากอยู่ในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์และดูดซึมได้ประมาณ 20% ส่วนธาตุเหล็กที่อยู่ในรูปแบบของสารประกอบที่ไม่ใช่ฮีม จะพบมากในอาหารจำพวกธัญพืชและผัก ซึ่งก็ดูดซึมได้ประมาณ 3-5% และถ้าเมื่อใดที่ร่างกายของเราได้รับอาหารที่มีธาตุเหล็กไม่เพียงพอหรือธาตุเหล็กในร่างกายของเราที่สะสมไว้นั้นเริ่มลดน้อยลง ก็จะทำให้ร่างกายของเรามีอาการอ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ มีอาการสับสนมึนงง ไม่มีสมาธิ ผมร่วง ร่างกายซีดเซียว และอาจจะทำให้เกิดเลือดจางได้ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในที่สุด ซึ่งในบ้านเราก็มีไม่น้อยเลยล่ะค่ะสำหรับคนที่เป็นโรคโลหิตจาง เพราะฉะนั้นถ้าเหมือนจะมีอาการเหล่านี้เราก็ควรที่จะรีบหุงหาอาหารเหล่านี้มารับประทานด่วนๆ เลยค่า

 

1.เนื้อไก่บ้าน

เนื้อแดงๆ ของเนื้อสัตว์จำพวกเนื้อวัว เนื้อหมู เป็นแหล่งของธาตุเหล็กชั้นดีที่เรียกว่า สารประกอบฮีม (heam iron) ซึ่งร่างกายของเราสามารถดูดซึมไปใช้งานได้ 20-30 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียวค่ะ แต่ใครจะรู้ว่าเนื้อไก่บ้านส่วนปีกและสะโพกนั้นให้ธาตุเหล็กสูงถึง 16.9 มิลลิกรัมต่อปริมาณ 100 กรัม และในขณะที่เนื้อหมูในปริมาณที่เท่ากันนั้นให้ธาตุเหล็ก 14 มิลลิกรัม และเนื้อวัวที่ 8.1 มิลลิกรัมค่ะ

 

2.บลอคโคลี่

นอกจากเนื้อสัตว์แล้วในพืชผักโดยเฉพาะผักใบเขียวเข้มอย่างบลอคโคลี่แสนอร่อยก็เป็นแหล่งของธาตุเหล็กเช่นกันค่ะ แต่อยู่ในรูปแบบของ สารประกอบที่ไม่ใช่ฮีม (nonheam iron) คือ ร่างกายสามารถดูดซึม 3 – 5 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากอาหารประเภทนี้ต้องอาศัยกรดเกลือในกระเพาะอาหาร ไปช่วยทำให้ธาตุเหล็กออกมาจากอาหารก่อนและร่างกายของเราจึงจะดูดซึมไปใช้ได้ค่ะ

 

3.ไข่ไก่(แดง)

ไข่แดงที่ไม่ว่าจะจากไข่ไก่หรือไข่เป็ดล้วนแต่เป็นแหล่งธรรมชาติของธาตุเหล็กสูง ในประเภท สารประกอบฮีม (heam iron) ที่ร่างกายสามารถดูดซึมนำไปใช้ได้ดี มีประโยชน์และหารับประทานได้แบบง่ายๆ ซึ่งธาตุเหล็กที่มีอยู่ในไข่ไก่โดยเฉพาะไข่แดงมีปริมาณ 6.3 มิลลิกรัม ส่วนในไข่แดงของไข่เป็ดนั้นมีธาตุเหล็กอยู่ 5.6 มิลลิกรัมค่ะ

 

4.ผักคะน้า

ผักคะน้าเป็นผักที่จัดอยู่ในพืชผักสีเขียวเข้มที่จัดเป็นผักที่มีธาตุเหล็กพอๆกันกับบลอคโคลี่กันเลยทีเดียวค่ะ ใครที่ไม่ชอบทานผักก็น่าเสียดายนะคะ ผัดผักคะน้าหมูกรอบเป็นเมนูที่น่าจะสั่งมารับประทานเลยแหละ

 

5.คีนัว

คีนัวที่เรารู้จักกันในนามข้าวคีนัวที่จัดให้เป็นสุดยอดของอาหาร ที่นอกจากจะให้คุณค่าและประโยชน์มากมายแล้วยังให้ธาตุเหล็กอีกด้วย อย่าให้พูดถึงสรรพคุณเลยแค่บอกว่าอยู่ในกลุ่ม Super Foods แล้วล่ะก็ เป็นหนึ่งอาหารที่ไม่ควรพลาดเลยล่ะค่ะ

 

6.ตับอ่อนหมู

เครื่องในสัตว์ที่ให้ธาตุเหล็กสูงอย่างตับอ่อนนี้คงจะเป็นอาหารลำดับต้นๆ ที่หลายคนคงจะนึกออกได้เป็นอย่างแน่นอน เพราะถ้าพูดถึงอาหารอะไรที่ให้ธาตุเหล็กสูงอย่างตับอ่อนของสัตว์โดยเฉพาะตับอ่อนหมู 100 กรัม ให้ธาตุเหล็กสูงถึง 65.5 มิลลิกรัมเลยล่ะค่ะ นอกจากเป็นธาตุเหล็กประเภท สารประกอบฮีม (heam iron) แล้ว ร่างกายยังสามารถดูดซึมได้เป็นอย่างดีด้วย

 

7.ถั่วแดง

นอกจากเนื้อสัตว์และผักใบเขียวเข้มจะมีธาตุเหล็กแล้ว ธัญพืชอย่างถั่วแดงก็มีธาตุเหล็กไม่น้อยค่ะ ใครที่ชอบรับประทานเป็นชีวิตจิตใจก็ขอบอกว่ายินดีด้วยค่ะคุณมาถูกทางแล้ว ซึ่งในถั่วแดงดิบในปริมาณ 100 กรัม มีธาตุเหล็กอยู่ถึง 44.6 มิลลิกรัมเลยล่ะค่ะ

 

8.เลือดวัว

ถ้าพูดถึงเลือดของสัตว์แล้วในบรรดา หมู วัว ไก่ เป็ด แล้ว ถือว่าเลือดวัวให้ธาตุเหล็กสูงที่สุดดังนี้ค่ะ ในปริมาณที่เท่ากันของเลือดสัตว์แต่ละชนิดเท่ากับ 100 กรัม เลือดวัวจะมีธาตุเหล็กอยู่ 44.1 มิลลิกรัม ซึ่งมีธาตุเหล็กสูงกว่าเลือดหมูโดยเลือดหมูมีธาตุเหล็กอยู่ที่ 25.9 มิลลิกรัม และเลือดไก่มีธาตุเหล็ก 23.9 มิลลิกรัม ส่วนเลือดเป็ดมีธาตุเหล็กอยู่ 10.2 มิลลิกรัม ค่ะ

 

9.ขมิ้นขาว

ขมิ้นขาวของเราก็ไม่แพ้ผักใบเขียวเข้มชนิดไหนๆ แน่นอน ก็มีธาตุเหล็กอยู่ถึง 26 มิลลิกรัม ต่อปริมาณ 100 กรัม อย่ามองข้ามเด็ดขาดเลยนะ

 

10.ผักกูด

ผักกูดถือเป็นพืชผักที่ให้ธาตุเหล็กที่สูงและไม่ควรมองข้ามค่ะ ในปริมาณผักกูด 100 กรัม มีธาตุเหล็กอยู่ถึง 36.3 มิลลิกรัมเลยทีเดียวค่ะ

 

11.งาดำ

งาดำเป็นธัญพืชที่มีธาตุเหล็กอยู่เยอะไม่แพ้ถั่วแดงเช่นกัน โดยเฉพาะงาดำคั่วปริมาณ 100 กรัม มีธาตุเหล็กซ่อนอยู่ 22 มิลลิกรัมค่ะ

 

12.หอยนางรม

หอยนางรมจัดเป็นอาหารทะเลที่มีธาตุเหล็กอยู่สูงค่ะ จึงเป็นอาหารอีกชนิดที่อยากแนะนำให้เลือกรับประทานเพื่อเสริมธาตุเหล็ก

 

13.ส้ม

ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงอย่างส้ม ถือเป็นตัวช่วยที่สำคัญในการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกายของเราเลยล่ะค่ะ  

 

14.ผักปวยเล้ง

ผักใบเขียวเข้มอีกหนึ่งชนิดที่จัดอยู่ในผักที่มีธาตุเหล็กไม่แพ้ชนิดอื่นๆ เป็นอีกตัวเลือกให้ได้เลือกรับประทานกันค่ะ

 

www.flickr.com/photos/spicybear/2539171765/

ธาตุเหล็ก คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร

cereal-breakfast-1
Source: Flickr (click image for link)

ธาตุเหล็ก (iron) เป็นธาติอาหารที่มีความสำคัญและมีความจำเป็นที่สุดชนิดหนึ่งต่อร่างกายของคนเราในทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะวัยที่อยู่ในช่วงการเจริญเติบโตสูง เช่นวัยทารก เด็กวัยรุ่น และในคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ ในส่วนของผู้หญิงที่อยู่ในวัยของการเจริญพันธุ์ที่มีการสูญเสียธาตุเหล็กไปกับการเป็ประจำเดือน ทุกๆเดือนนั้น ถึงแม้จะมีปริมาณที่ไม่มากแต่ก็ควรที่จะได้รับธาตุเหล็กมากกว่าผู้ชายที่อยู่ในวัยเดียวกัน ธาตุเหล็กมีความจำเป็นในเรื่องของการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย และถ้าใครเกิดอาการที่ขาดธาตุเหล็กขึ้นมาแล้วล่ะก็อาจจะมีภาวะที่ซีดได้ ธาตุเหล็กมีมากในเนื้อสัตว์ซึ่งเป็นธาตุเหล็กที่มีคุณภาพ และเป็นชนิดที่ร่างกายดูดซึมได้ดี (Heme iron) ส่วนธาตุเหล็กที่มีในพืช ซึ่งราคาถูกกว่า เป็นธาตุเหล็กชนิดที่ดูดซึมได้ไม่ดีนัก (Nonheme iron) การขาดอาหารเนื้อสัตว์จึงเป็นสาเหตุของการขาดธาตุเหล็ก จนก่อให้เกิดภาวะโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็กได้ค่ะ โดยภาวะขาดธาตุเหล็ก มักพบได้ในผู้หญิงสูงกว่าในผู้ชาย เนื่องจาก

  • ร่างกายผู้ชายเก็บสะสมธาตุเหล็กได้สูงกว่าในผู้หญิง
  • ไม่ต้องเสียเลือดจากประจำเดือน
  • ไม่มีการตั้งครรภ์
  • ไม่ได้ให้นมบุตร

ซึ่งทั้งสองภาวะหลัง เป็นภาวะที่ทำให้ร่างกายต้องการธาตุเหล็กสูงกว่าปกติ จึงก่อให้เกิดการขาดธาตุเหล็กได้ง่ายนั่นเองค่ะ

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการขาดธาตุเหล็ก คือ

  • หญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตร
  • ทารกในครรภ์ และวัยเด็ก
  • หญิงที่มีประจำเดือนมากทุกเดือน
  • มีเลือดออกเรื้อรัง เช่น โรคริดสีดวงทวาร
  • มีโรคเรื้อรังของทางเดินอาหาร เช่น ลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ลองสังเกตุจากตัวเองก่อนเลยนะคะ ว่าเรามีอาการเหล่านี้บ้างหรือเปล่า

 

เกี่ยวกับ ธาตุเหล็ก หรือ Iron

  • ธาตุเหล็ก เป็นธาตุอาหารสำคัญที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ จึงจำเป็นที่จะต้องได้จากอาหารอย่างเพียงพอ
  • ธาตุเหล็ก เป็นแร่ธาตุหนึ่งที่มีความจำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดแดง
  • ธาตุเหล็ก เหล็กมีความจำเป็นกับคนทุกวัย โดยเฉพาะวัยที่มีการเจริญเติบโตสูง เช่น ทารก เด็กวัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์
  • ธาตุเหล็ก คนปกติมีธาตุเหล็กประมาณ 3-5 กรัม ร้อยละ 70 ของเหล็กอยู่ในเม็ดเลือดแดงหรือฮีโมโกลบิน ที่เหลืออยู่ในตับ ม้าม ไขกระดูก และกล้ามเนื้อ
  • ธาตุเหล็ก ในเลือด 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร มีธาตุเหล็กประมาณ 40-50 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ปลา เป็ด ไก่ ตับ ม้าม ไข่แดง อาหารเช้าซีเรียล (Cereal) หรือนมที่เสริมอาหารด้วยธาตุเหล็ก ในพืช เช่น ผักที่มีใบเขียวเข้มทุกชนิด เช่น ใบตำลึง ผักปวยเล้ง ผักโขม ถั่วแดง ถั่วดำ ข้าวโอต
  • ธาตุเหล็ก จะถูกดูดซึมในส่วนของลำไส้เล็ก
  • ธาตุเหล็ก จากแหล่งอาหารที่มาจากสัตว์ จะถูกดูดซึมได้ดีกว่าจากแหล่งอาหารที่มาจากพืช
  • ธาตุเหล็ก ยังดูดซึมได้ดีในภาวะที่น้ำย่อยอาหารมีความเป็นกรด (ดังนั้น ยาเคลือบกระเพาะอาหาร และยาลดกรด จึงลดการดูดซึมของธาตุเหล็ก) และวิตามินซี และอาหารที่มีวิตามินซีสูง จะช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กด้วย
  • ธาตุเหล็ก จะถูกขัดขวางการดูดซึมเมื่อดื่มชา กาแฟ ในปริมาณที่สูง เนื่องจากสาร Tannin จะไปลดการดูดซึมของธาตุเหล็ก และอาหารที่มีใยอาหารสูงกับอาหารที่มีแคลเซียมสูง
  • ธาตุเหล็ก เมื่อดูดซึมแล้ว ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้งาน บางส่วนร่างกายจะสะสมไว้ใน ตับ ม้าม และไขกระดูก
  • ธาตุเหล็ก ร่างกายของเราจะกำจัดธาตุเหล็กส่วนเกินออกทางตับ (ทางน้ำ ดี) และทางไต (กำจัดออกทางปัสสาวะ แต่ในปริมาณน้อยมาก)

 

ประโยชน์ของธาตุเหล็ก หรือ (Iron)

 

ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันอาการโรคโลหิตจาง โดยเป็นตัวนำออกซิเจนจากปอดไปสู่เซลล์ต่างๆทั่วร่างกาย เพื่อการทำงาน การใช้พลังงานของเซลล์ทุกๆเซลล์ของร่างกาย ธาตุเหล็กจึงมีความสำคัญต่อไขกระดูกในการสร้างเม็ดเลือดแดงเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อขาดธาตุเหล็ก จะเป็นสาเหตุหลักให้เกิดภาวะซีด หรือภาวะโลหิตจาง (โลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก)

 

ช่วยให้ร่างกายเติบโตเป็นปกติ ช่วยการทำงานของกล้ามเนื้อต่างๆ ให้มีความแข็งแรง

 

ธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบของโปรตีนหลายชนิด ที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ต่างๆในการสันดาปพลังงานและการนำพลังงานต่างๆไปใช้

 

ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย โดยช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต้านโรคทำให้เจ็บป่วยยากขึ้น

 

ช่วยกำจัดโลหะหนักที่เป็นพิษออกจากร่างกาย เช่น แคดเมี่ยม

 

ช่วยให้เซลล์สมองเจริญเติบโตได้ดี ช่วยการเจริญเติบโตของเซลล์สมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจและความจำ (Cognitive development)

 

อาการของภาวะผู้ที่ขาดธาตุเหล็ก

– ร่างกายซีด เหลือง

– เป็นโรคโลหิตจาง

– ร่างกายไม่เจริญเติบโตสมบูรณ์ตามวัย

– ตั้งครรภ์ยาก

– ประจำเดือนมาไม่ปกติ

– อ่อนเพลียง่าย เหนื่อยง่าย วิงเวียนศีรษะบ่อย

– ผมร่วงมาก

– สมองคิดช้า ตอบสนองช้า สับสนง่าย

– ติดเชื้อต่างๆได้ง่าย

 

ปริมาณของธาตุเหล็กที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน

สำหรับปริมาณธาตุเหล็กที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป (Thai Recommended Daily Intakes (Thai-RDI)) มีค่าเท่ากับ 15 มิลลิกรัม โดยคิดจากความต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี จะเห็นได้ว่าร่างกายของเราต้องการในปริมาณไม่มาก แต่ธาตุเหล็กจัดเป็นแร่ธาตุที่มีความจำเป็นกับคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในเด็กทารก เด็กวัยรุ่น และหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโต ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายซึ่งปริมาณธาตุเหล็กที่ร่างกายควรได้รับจะแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคล เพศ อายุ นั่นเองค่ะ

 

www.flickr.com/photos/charlotte90t/15600597901/

  • 1
  • 2