⇉ แบบสำรวจ (10 วินาที):  สิ่งไหนหรืออะไรที่คุณอยากรู้และอยากให้มีบนเว็บไซต์มากกว่านี้ ❤

Browse Tag: vitamin C

9 สุดยอดประโยชน์ต่อสุขภาพจากแครนเบอร์รี่

Source: Flickr (click image for link)

ถ้าพูดถึงผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ผลไม้ชนิดแรกๆ ที่เราจะนึกถึงก็คงจะเป็นพวก สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ เป็นอย่างแรกเลยใช่ไหมล่ะคะ นอกจากนี้แล้วยังมีราสเบอร์รี่ แบล็คเบอร์รี่ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ที่จะมาพูดถึงวันนี้คือผลไม้ที่มีชื่อว่า “แครนเบอร์รี่” (Cranberry) ค่ะ ขึ้นชื่อว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ก็จัดว่าเป็นสุดยอดอาหารที่ดีต่อสุขภาพอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ ด้วยผลไม้ตระกูลนี้จะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่โดดเด่นกันไปในแต่ละชนิด ไม่เพียงแค่รสชาติที่อร่อยเท่านั้นคนที่รักสุขภาพจะทราบกันเป็นอย่างดีและเลือกที่จะนำมารับประทานและประกอบอาหารกันอยู่เสมอ จากหัวข้อเกี่ยวกับผลไม้แครนเบอร์รี่ที่จะนำข้อมูลมาแบ่งกันในวันนี้ เนื่องจากเราไม่ค่อยจะคุ้นหูกันเท่าไหร่และอาจจะมีหลายคนที่ยังไม่รู้จักกันว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ยังมีอีกหนึ่งชนิดที่มีประโยชน์ไม่แพ้กันเลยอย่าง แครนเบอร์รี่ อยู่นะ ใครที่คุ้นหูผ่านตากันมาบ้างแต่ยังไม่รู้จักมากนักรวมถึงคนที่ยังไม่รู้จักเลยมันคืออะไรกันนะ จึงหวังว่าข้อมูลของผลไม้ชนิดนี้จะเป็นประโยชน์และเป็นอีกตัวเลือกของผลไม้เพื่อสุขภาพอีกหนึ่งชนิดนะคะ

ผลไม้ที่มีชื่อว่า แครนเบอร์รี่ มาจากไหนนะ

เรามาเริ่มเกริ่นและทำความเข้าใจความเป็นมาของผลไม้ชนิดนี้กันก่อนเลยค่ะ แครนเบอร์รี (Cranberries) เป็นผลไม้ที่อยู่ในตระกูลเบอร์รี่โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vaccinium macrocarpon ผลไม้แครนเบอร์รี่ถือกำเนิดขึ้นในแถบทางเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกาและทางตอนใต้ของประเทศแคนนาดาโดยจะมีมากกว่าแครนเบอร์รี่ที่เกิดตามธรรมชาติในทางตอนใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกาและทั่วทวีปยุโรปค่ะ มีลักษณะเป็นผลทรงกลมรีที่มีผลสุกแล้วเป็นสีแดงสดอยู่ในลักษณะเป็นพวง ผิวของผลแครนเบอร์รี่จะลื่นและมันวาว รสชาติเปรี้ยวอมฝาด มีกลิ่นหอม ซึ่งชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียนิยมนำมาปรุงอาหารและจัดเตรียมคล้ายกับวันสำคัญตามประเพณีของชาวอเมริกัน โดยนำมาอบแห้งและเติมรสชาติให้มีความหวานจากน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อมเมเปิ้ล พบว่าสมัยอาณานิคมชาวอาณานิคมได้เริ่มนำผลไม้แครนเบอร์รี่ส่งออกกลับบ้านกันในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ค่ะ แครนเบอร์รี่จะสามารถเก็บได้เป็นปีถ้าเรานำไปเก็บในรูปแบบแช่แข็ง ต้นแครนเบอร์รี่จะเริ่มสุกงอมเป็นสีแดงฉ่ำมากพร้อมเก็บในช่วงเดือนตุลาคม ส่วนใหญ่จะนิยมนำมาเก็บโดยการแช่แข็งและนำมาปรุงอาหารหรือรับประทานกันได้ตลอดทั้งปีค่ะ

 

แครนเบอร์รี่มีประโยชน์อะไรบ้าง

Source: Flickr (click image for link)

ส่วนใหญ่ในช่วงวันคริสมาสต์ของประเทศสหรัฐอเมริกาจะนิยมนำมาแครนเบอร์รี่มาตกแต่งตามต้นคริสมาสต์ให้มีสีแดงสดใสสวยงาม ไม่เพียงแค่นั้นยังนิยมนำมาประกอบอาหารหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มรวมถึงเป็นอาหารว่างด้วย ก่อนอื่นเรามาดูคุณค่าทางโภชนาการของผลไม้ที่ชื่อว่าแครนเบอร์รี่ว่ามีอะไรบ้างค่ะ

คุณค่าทางโภชนาการของแครนเบอร์รี่

แครนเบอร์รี่ปริมาณ 1 ถ้วย 100 กรัม มีปริมาณแคลอรี่ 46 กิโลแคลอรี่

                                                                                                  ค่าเปอร์เซ็นต์ต่อวัน

ไขมันทั้งหมด 0.1 กรัม                                                                         0%

ไขมันอิ่มตัว 0 กรัม                                                                                 0%

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 0.1 กรัม

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 0 กรัม

โคเลสเตอรอล 0 มิลลิกรัม                                                                   0%

โซเดียม 2 มิลลิกรัม                                                                              0%

โพแทสเซียม 85 มิลลิกรัม                                                                   2%

คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด 12 กรัม                                                           4%

                  ใยอาหาร 5 กรัม                                                                 18%

                   น้ำตาล 4 กรัม

โปรตีน 0.4 กรัม                                                                                    0%

วิตามินเอ                                                                                                1%

วิตามินซี                                                                                               22%

แคลเซียม                                                                                              0%

เหล็ก                                                                                                      1%

วิตามินดี                                                                                                 0%

วิตามินบี 6                                                                                              6%

วิตามินบี 12                                                                                           12%

แมกนีเซียม                                                                                            1%

 

9 สุดยอดประโยชน์ทางด้านสุขภาพจากแครนเบอร์รี่

 

1.แครนเบอร์รี่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระและสารพฤษเคมี จำพวก oligomeric proanthocyanidins, anthocyanidin flavonoids (ซึ่งให้สีแดงสดใส), cyanidin, peonidin และ quercetin ที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่ส่งผลที่ดีต่อสุขภาพ โดยความเข้มของ anthocyanidin ในแครนเบอร์รี่จะไปช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ

 

2.น้ำแครนเบอร์รี่ขึ้นชื่อในด้านประสิทธิภาพของการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTIs) แครนเบอร์รี่ได้ถูกนำมาใช้เป็นเวลาหลายปีในการรักษาป้องกันไม่ให้เกิดโรค UTIs พบว่าระดับสารต้านอนุมูลอิสระในระดับสูงที่เรียกว่า proanthocyanidins จะไปช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เกิดจากการติดเชื้อจากกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะค่ะ

 

3.แครนเบอร์รี่ยังช่วยป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งเต้านมเนื่องจากสารโพลีฟีนอลที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ

 

4.จากคุณค่าทางโภชนาการจะเห็นได้เด่นชัดว่าค่าเส้นใยในแครนเบอร์รี่สูงมากจึงช่วยในเรื่องของการขับถ่ายและดีท๊อกซ์ อีกทั้งยังมีวิตามินซีกับวิตามินอี (อัลฟาโทโคฟีรอ) ที่อยู่ในรูปแบบของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพต่อสุขภาพร่างกายเราค่ะ

 

5.แผลอักเสบ แครนเบอร์รี่แสดงให้เห็นว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคกระเพาะอาหาร ระบบทางเดินอาหาร ระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะเยื่อบุผนังของผนังลำไส้ของเรา

 

6.สุขภาพฟัน ขณะเดียวกันสาร phytonutrients ในแครนเบอร์รี่ชนิดเดียวกับที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการ UTIs กลับเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพฟันของเราโดยป้องกันเชื้อแบคทีเรียที่เกาะติดกับฟันของเรา โดยผลการต้านการอักเสบของ phytonutrients เหล่านี้ยังสามารถช่วยในการลดการอักเสบข้างในและรอบๆเหงือกของเรา ซึ่งจะไปช่วยลดความเสี่ยงของโรค periodontal ด้วยค่ะ

 

7.การเลือกรับประทานแครนเบอร์รี่แบบสดๆ จะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด รองลงมาจะเป็นแครนเบอร์รี่แบบแห้ง และมีน้อยในรูปแบบของน้ำแครนเบอร์รี่ที่บรรจุขวดค่ะ และควรเลือกแบบน้ำแครนเบอร์รี่ 100 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

 

8.ลดน้ำหนัก น้ำแครนเบอร์รี่อุดมไปด้วยกรดอินทรีย์ซึ่งมีผลต่อการสะสมของไขมันในร่างกายเรา ดังนั้นจึงเป็นส่งผลที่ดีสำหรับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนักและต้องการควบคุมน้ำหนักค่ะ

 

9.รักษาแผลในกระเพาะอาหาร แผลในกระเพาะอาหารมีสาเหตุมาจากแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Helicobacter pylori หรือ H. pylori จุลินทรีย์นี้จะไปโจมตีชั้นป้องกันของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นซึ่งเป็นส่วนแรกของลำไส้ และนำไปสู่การอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ดังนั้นอาหารที่อุดมไปด้วยสาร flavonoids เป็นกลุ่มที่มีแอนโธไซยานิน flavonols และ proanthocyanidins อย่างแครนเบอร์รี่จะไปช่วยลดความเสี่ยงของความผิดปกติของกระเพาะรวมถึงแผลในกระเพาะอาหารด้วยการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ H. pylori ค่ะ

 

เนื่องจากแครนเบอร์รี่และน้ำผลไม้แครนเบอร์รี่มีกรดออกซาลิกและยังสามารถเพิ่มความสามารถในการต้านการแข็งตัวของยาบางชนิด ผู้ที่มีปัญหาทางเดินปัสสาวะและผู้ที่รับประทาน warfarin ควรจำกัดปริมาณอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ด้วยค่ะ อย่างไรก็ตามการบริโภคแครนเบอร์รี่ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากมีฟรุกโตสซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณถ้าเผลอรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปค่ะ

 

www.flickr.com/photos/christiandembowski/10843772895/

www.flickr.com/photos/andy_m/37436221/

15 ชนิดของอาหารที่มีวิตามินซีสูง

Source: Flickr (click image for link)

“วิตามินซี (Vitamin C)” หรือมีชื่อทางเคมีที่เราคุ้นเคยกันว่า กรดแอสคอร์บิค (ascorbic acid) วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ซึ่งมีบทบาทในการรักษาสุขภาพของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของร่างกายและทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระค่ะ โดยวิตามินซีที่ได้จากธรรมชาติหรือจากอาหารจะสลายตัวได้ค่อนข้างง่ายมาก แค่เพียงเอาผักสดล้างน้ำหรือหั่นผักก่อนล้างก็ทำให้สูญเสียวิตามินซีไปกับน้ำที่ล้างผักไปซะอย่างนั้น และในหนึ่งวันร่างกายเราได้ใช้วิตามินซีและถูกขับออกมาประมาณ 1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ดังนั้นความต้องการของวิตามินซีในร่างกายอย่างน้อยควรเท่ากับจำนวนมิลลิกรัมที่สูญเสียไป เพราะถ้าวิตามินซีสูงเกินความต้องการของร่างกายก็จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะในรูปของกรดออกซาลิกและเกลือซัลเฟตของวิตามินซีค่ะ ส่วนในร่างกายของเราที่มีการเก็บวิตามินซีไว้มากก็คือ ต่อมหมวกไต รังไข่ และในตา เมื่อใดที่ร่างกายเกิดความเครียดหรือร่างกายต้องออกแรงมาก อวัยวะเหล่านี้ก็จะปล่อยวิตามินซีออกมาในกระแสเลือดค่ะ เมื่อไหร่ที่ร่างกายของเราได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอก็จะแสดงอาการดังต่อไปนี้

  • เลือดออกตามไรฟัน
  • กระดูกฟันเป็นรู
  • เลือดออกใต้ผิวหนัง ที่หนังตาและเยื่อตา
  • บวมตามข้อ
  • ร่างกายอ่อนเพลีย มึน ซึม
  • เบื่ออาหาร
  • ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง

ร่างกายของแต่ละคนจะมีความต้องการของวิตามินซีที่แตกต่างกันนั่นก็ขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายของแต่ละคนนั่นเอง โดยในคนที่มีสภาวะปกตินั้นร่างกายต้องการวิตามินซีปริมาณ 60 มิลลิกรัมต่อวัน

 

15 ชนิดของอาหารที่มีวิตามินซีหรือกรดแอสคอร์บิคสูง

Source: Flickr (click image for link)

 

1.ฝรั่ง

ใครที่ติดภาพว่าผลไม้ที่มีสีส้มรสเปรี้ยวจะมีวิตามินซีสูงอย่างเดียว แต่ทราบไม่ว่าฝรั่งลูปสีเขียวเนื้อสีขาวนี่มีวิตามินซีที่สูงกว่าผลไม้เปรี้ยวบางชนิดซะอีกค่ะ โดยฝรั่งแค่ 1 ลูก มีวิตามินซีสูงมากถึง 125 มิลลิกรัม เลยเชียวล่ะ

 

2.พริกหยวกสีแดง

พริกหยวกสีแดงที่เรานำมาประกอบอาหารนี่ก็เป็นแหล่งวิตามินซีสูงชั้นดีเลยค่ะ ซึ่งพริกหยวกดิบสีแดงสับปริมาณครึ่งถ้วย มีวิตามินซีอยู่มากถึง 95 มิลลิกรัม

 

3.ผักเคล

ผักใบสีเขียวเข้มอย่างผักเคลก็ได้มีเป็นแหล่งของวิตามินซีสูงด้วยนะรู้ยัง รีบจดไว้ในลิสเลยเพราไม่เพียงแต่แค่วิตามินซีเท่านั้นที่มีอยู่ในผักเคล ถือเป็นผักที่มหัศจรรย์เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการเลยทีเดียว ผักเคลปริมาณ 1 ถ้วย มีวิตามินซีอยู่ถึง 80 มิลลิกรัม

 

4.กะหล่ำปลี

ผักอีกหนึ่งชนิดที่เป็นแหล่งของวิตามินซีนั่นก็คือกะหล่ำปลีที่หลายคนอาจจะชอบนำมาประกอบอาหารกัน โดยกะหล่ำปลีสุกปริมาณครึ่งถ้วย มิวิตามินซีอยู่ 48 มิลลิกรัม

 

5.บลอคโคลี่

มาถึงอีกหนี่งชนิดของผักสีเขียวเข้มที่เป็นแหล่งของวิตามินซีสูงอย่างบลอคโคลี่ค่ะโดยบลอคโคลี่สุกปริมาณครึ่งถ้วย มีวิตามินซีอยู่ 51 มิลลิกรัม

 

6.สตรอเบอร์รี่

ผลไม้สีแดงสดรสชาติหวานอมเปรี้ยวอย่างสตรอเบอร์รี่ก็เอาใจไปเลยค่ะสำหรับผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูง สตรอเบอร์รี่ปริมาณครึ่งถ้วย มีวิตามินซีอยู่ 42 มิลลิกรัม

 

7.องุ่น

องุ่นนอกจากมีวิตามินซีสูแล้วยังให้สารต่อต้านอนุมูลอิสระที่สูงด้วยเช่นกันค่ะ ซึ่งองุ่นเพียงแค่ครึ่งถ้วย ก็มีวิตามินซีมากถึง 43 มิลลิกรัม

 

8.ส้ม

จะไม่มีผลไม้อย่างส้มในลิสก็คงจะไม่ได้แล้วค่ะ ถือเป็นสัญลักษณ์ของวิตามินซีเลยทีเดียว ซึ่งส้มขนาดแค่ 1 ผลใหญ่ ก็มีวิตามินซีอยู่มากถึง 82 มิลลิกรัม

 

9.กีวี่

ผลไม้เนื้อสีเขียวรสเปรี้ยวอย่างกีวี่ถือเป็นอีกตัวเลือกรับประทานเพื่อเสริมวิตามินซีค่ะ กีวี่แค่ 1 ชิ้น มีวิตามินซีอยู่ถึง 64 มิลลิกรัม

 

10.พริกหยวกสีเขียว

ไม่ใช่แค่พริกหยวกสีแดงเท่านั้นที่มีวิตามินซีสูงเพราะฉะนั้นไม่ต้องลังเลเลือกทานแค่พริกหยวกสีแดงเพราะสีเขียวก็มีวิตามินซีสูงเช่นกันค่ะ พริกหยวกสีเขียวสับปริมาณครึ่งถ้วย มีวิตามินซีอยู่ถึง 60 มิลลิกรัม

 

11.สับปะรด

สับปะรดเป็นผลไม้ที่เมืองไทยเราหารับประทานได้แสนง่ายก็อย่าลืมรับประทานเสริมวิตามินซีด้วยล่ะ สับปะรด 100 กรัม มีวิตามินซีประมาณ 48 มิลลิกรัม

 

12.ลิ้นจี่

หลายคนถือเป็นผลไม้ชนิดโปรดเลยทีเดียวซึ่งลิ้นจี่นอกจากมีเนื้อที่ขาวใสแล้วยังมีรสชาติที่ชุ่มฉ่ำถึงใจดีค่ะ เนื้อลิ้นจี่ 100 กรัม ให้วิตามินซี 72 มิลลิกรัม

 

13.มะเขือเทศ

มะเขือเทศสุกลูกแดงๆ จะกินสดๆ หรือนำมาประกอบอาหารก็ดีค่ะ มะเขือเทศสุกปริมาณ 100 กรัม มีวิตามินซีอยู่ 22.8 มิลลิกริม

 

14.มะละกอสุก

มะละกอสุกนอกจากจะมีวิตามินซีที่สูงแล้วยังมีใยอาหารที่ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ซึ่งมะละกอสุกปริมาณ 100 กรัม มิวิตามินซีอยู่ 60.9 มิลลิกรัม

 

15.ถั่วลันเตา

ใครจะรู้ว่าถั่วลันเตาสีเขียวๆ ก็จัดเป็นแหล่งของวิตามินซีด้วยนะคะ ถั่วลันเตาปริมาณ 100 กรัม มีวิตามินซีอยู่  60 มิลลิกรัม

 

 

www.flickr.com/photos/31403417@N00/6609817209/ 1

www.flickr.com/photos/opengridscheduler/24313028679/ 2

16 สุดยอดผลไม้ที่ช่วยให้ผิวสวยสุขภาพดี

Source: Flickr (click image for link)

ขึ้นชื่อเรื่องความสวยความงามสำหรับผู้หญิงย่อมเป็นของคู่กันเสมอค่ะ โดยเฉพาะเรื่องของผิวพรรณแล้วคงไม่มีใครที่ไม่อยากมีผิวสวยอย่างแน่นอน ผิวสวยในที่นี้คือมีผิวที่เนียนสวยไม่พอต้องมีผิวที่สุขภาพดีอีกด้วยค่ะ หลายคนคิดว่าการมีผิวที่สวยคือผิวขาวใสปิ้งแต่เมื่อมองย้อนกลับมาดูธรรมชาติบ้านเราแล้วถ้าไม่ได้จากกรรมพันธุ์มาก็คงจะยากไปหน่อยนึง ด้วยแสงอาทิตย์ที่จัดจ้านพ่วงมาด้วยแสง UV ที่ร้อนแรงและผสมกับอนุมูลอิสระรอบกายที่ประทุประทังให้ผิวของเรายิ่งย่ำแย่ ถึงแม้ผิวเราอาจจะไม่ขาวเรืองแสงเหมือนใครๆ แต่เราสามารถทำให้ผิวเราเนียนสวยและมีสุขภาพดีจากภายในได้ค่ะ ก็ด้วยจากการเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้องรวมถึงการดื่มน้ำให้เป็นประจำ ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆก็ทาปกป้องผิวกายเราสักนิดก่อนที่จะออกจากบ้าน ทราบหรือเปล่าคะว่าหลายคนไม่ยอมทานผลไม้เลยอาจจะเนื่องด้วยไม่ชอบหรือไม่มีเวลา แต่อาหารประเภทผลไม้นี่แหละเป็นสุดยอดของอาหารผิวชั้นดี ในประเทศไทยนั้นมีผลไม้หลายอย่างในแต่ฤดูและมีตลอดทั้งปี อย่ารีรอหรือขี้เกียจที่จะกินผลไม้ให้ติดเป็นนิสัยกันเลยค่ะ ผลไม้ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินต่างๆ จะส่งผลโดยตรงต่อการทำให้ผิวเรามีสุขภาพดีทั้งยังส่งเสริมสารอาหารบางตัวรวมทั้งกลไกบางอย่างให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นี่แหละที่เราเรียกกันว่า สารต่อต้านอนุมูลอิสระ จากธรรมชาติค่ะ

 

16 สุดยอดผลไม้ที่ช่วยให้ผิวสวยสุขภาพดี

 

1.แอปเปิ้ล

แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่ถือเรียกได้ว่าเป็นสุดยอดผลไม้เลยก็ว่าได้ค่ะไม่ว่าจะสีไหนล้วนแต่มีประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น ในผลแอปเปิ้ลนั้นนอกจากมีวิตามินหลากหลายแล้วยังมีสารสำคัญอย่างแพคตินที่ช่วยทำให้เล็บมีความแข็งแรง อีกทั้งยังอุดมไปด้วยกรดมาลิกซึ่งเป็นชนิดของกรดผลไม้ที่เป็นที่รู้จักกันในโลกสุขภาพที่เรียกกันว่า alpha hydroxyl acid กรดมาลิกเป็นกรดที่อ่อนกว่ากรดอื่นๆ ที่นิยมใช้ในกลุ่มรักษาความงามเช่นเดียวกับกรดไกลโคลิก และ salicylic กรดมาลิกช่วยให้ผิวดูสุขภาพดีกระชับและดูอ่อนเยาว์ขึ้นโดยการต่ออายุเซลล์ผิวโดยไม่ทำลายชั้นผิวหนังนั่นเองค่ะ  อีกทั้งปริมาณเส้นใยที่สูงในผลแอปเปิ้ลยังสามารถช่วยในการทำความสะอาดลำไส้ใหญ่และส่งเสริมการเคลื่อนไหวของลำไส้ให้เป็นปกติอีกด้วยค่ะ

 

2.มะนาว

พูดถึงผลไม้ประเภทกรดรสเปรั้ยวจี๊ดอย่างมะนาวในด้านของการช่วยในเรื่องความสวยความงามได้อย่างไร ซึ่งมะนาวจะไปช่วยเพิ่มความขาวกระจ่างใสให้แก่ผิวอีกทั้งยังช่วยลบเลือนการเกิดริ้วรอยจากรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวรวมถึงความหมองคล้ำของผิวที่ทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ และมะนาวยังสามารถทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึกโดยทำลายสิ่งสกปรกที่ไปอุดตันรูขุมขนต่างๆ ได้อีกด้วยค่ะ

 

3.อะโวคาโด

อะโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมากจนเป็นที่กล่าวถึงในด้านสุขภาพว่าเป็นสุดยอดอาหาร (Super Foods) และมักจะนำมาใช้ทำมายองเนสแบบมังสวิรัติหรือแบบเจนั่นเองค่ะ นอกจากรสชาติที่อร่อยถูกปากใครหลายคนแล้ว การเลือกรับประทานอะโวคาโดจะให้ประโยชน์ที่น่ามหัศจรรย์ต่อผิวพรรณโดยตรง เนื่องจากอะโวคาโดมีไบโอตินหรือที่เรียกว่าวิตามินบี 7 ซึ่งไบโอตินจะไปช่วยกระตุ้นการงอกและการเจริญเติบโตของเซลล์ในร่างกาย โดยเฉพาะจะไปกระตุ้นทำให้เส้นผมและเล็บงอกใหม่ได้เร็วขึ้น อะโวคาโดยังมีวิตามินอีที่เป็นตัวช่วยในการปกป้องผิวอีกทั้งกรดไขมันในผลอะโวคาโดที่เป็นกรดไขมันตามธรรมชาติ จะไปช่วยให้ผิวมีการหล่อลื่นทำให้นุ่มนวลและช่วยเสริมสร้างผิวให้อ่อนเยาว์มันวาวแบบมีน้ำมีนวลตามธรรมชาติค่ะ

 

4.มะเขือเทศ

มะเขือเทศขึ้นชื่อในเรื่องของสารไลโคปีนที่มีในมะเขือเทศทีเป็นตัวพระเอกอยู่ในมะเขือเทศเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันปัญหาริ้วรอยแห่งวัยหรือชะลอผิวให้คงความอ่อนเยาว์รวมถึงปกป้องความเสื่อมของเซลล์ผิว ให้ผิวมีความแข็งแรงต่ออนุมูลอิสระรอบกาย รวมถึงแสงยูวีที่ร้อนแรงและช่วยบำรุงผิวพรรณให้มีความเนียนนุ่มชุ่มชื่นอีกด้วยค่ะ

 

5.ฝรั่ง

หลายคนคงไม่ทราบกันว่าฝรั่งลูกสีเขียวๆ แบบนี้จะมีวิตามินซีอยู่สูงมาก อีกทั้งยังมีวิตามินเอและแร่ธาตุโพแทสเซียมอยู่อีกด้วยค่ะ และด้วยประโยชน์จากสารอาหารเหล่านั้นเมื่อร่างกายเราได้รับเข้าไปแล้วจะทำให้ผิวพรรณที่สดใสเปล่งปลั่งจากวิตามินซีที่ไปช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นใต้ผิวหนังของเราด้วยค่ะ

 

6.มะละกอ

ความจริงแล้วผิวคนเราจะดูไม่สดใสอาจจะมาจากการที่ไม่ได้ขับของเสียออกจากร่างกาย คืออาการท้องผูกไม่มีการขับถ่ายที่สม่ำเสมอเหมือนเป็นการสะสมของเสียไว้ในร่างกาย ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ผลดีต่อสุขภาพไปด้วยแต่มะละกอมีเส้นใยอาหารสูงรวมทั้งยังมีเอ็นไซส์ปาเปนที่เป็นตัวต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยปกป้องให้เรามีผิวพรรณที่เยาว์วัยขึ้นอีกด้วยค่ะ

 

7.กีวี่

ผลไม้รสเปรี้ยวอย่างกีวี่เต็มล้นไปด้วยวิตามินซีที่มากถึง 98 มิลลิกรัมต่อปริมาณ 100 กรัม วิตามินซีนอกจากช่วยในเรื่องของสุขภาพได้ด้านการเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงแล้วยังช่วยทำให้ผิวของเราดูอ่อนเยาว์และสดใสขึ้นแบบนี้ไม่ควรพลาดค่ะ

 

8.ทับทิม

ผลไม้ที่มีเมล็ดสีชมพูอมแดงใสๆ รสชาติอร่อยที่ใครหลายคนชอบกัน นอกจากความอร่อยแล้วยังเป็นผลไม้ที่มีสารอาหารที่จัดเต็มอย่างวิตามินซี วิตามินเอ รวมถึงวิตามินอีที่สูงปริ๊ด โดยวิตามินที่กล่าวมานั้นล้วนช่วยในเรื่องของผิวพรรณเราโดยตรง ช่วยต้านอนุมูลอิสระและคืนความชุ่มชื่นให้กับผิวทำให้ผิวพรรณของเรามีน้ำมีนวลเปล่งปลั่งมากขึ้นค่ะ

 

9.สตรอเบอร์รี่

นอกจากปริมาณวิตามินซีสูงแล้วสตรอเบอร์รี่ยังมีกรดที่สำคัญอยู่คือ alpha hydroxyl หรือที่เราเรียกกันว่ากรด salicylic อาจจะเคยได้ยินชื่อกรด salicylic เป็นกรดที่ใช้สำหรับการรักษาสิวนั่นเองค่ะ โดยการทำงานของกรด salicylic นั้นจะทำการเจาะลึกเข้าไปในรูขุมขนของเราและทำความสะอาดรูขุุมขน อีกทั้งยังช่วยขจัดรูขุมขนและหยุดสิวที่กำลังอักเสบได้ค่ะ นอกจากนั้นสตรอเบอร์รี่ยังมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่เรียกว่ากรด Ellagic ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถป้องกันการทำลายคอลลาเจนที่นำไปสู่การเกิดริ้วรอย และกรด Ellagic มีผลที่ทำให้ป้องกันอันตรายจากแสงแดดรังสียูวีด้วยค่ะ

 

10.กล้วย

กล้วยเป็นผลไม้สารพัดประโยชน์ช่วยทั้งทางด้านสุขภาพและด้านผิวพรรณความงาม กล้วยขึ้นชื่อว่าเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมในปริมาณมาก จึงช่วยทำให้ผิวที่แห้งกลับมีความชุ่มชื่นขึ้นและนั่นก็เป็นผลพวงที่ทำให้ผิวเรามีความอ่อนนุ่มและอ่อนเยาว์ขึ้นค่ะ โดยในกล้วยนั้นยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพผิวของเรา อย่างเช่นวิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินอี ซึ่งสารอาหารเหล่านั้นจะทำงานโดยการรักษาความยืดหยุ่นของผิวให้มีความชุ่มชื้น และป้องกันริ้วรอยที่เกิดก่อนวัยรวมทั้งจุดด่างดำที่เกิดจากสิวจางลงด้วยค่ะ

 

11.ส้ม

ส้มผลไม้ที่หารับประทานได้ง่ายทั่วโลกขึ้นชื่อในเรื่องที่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยเส้นใยธรรมชาติ มีกรดธรรมชาติจากวิตามินซีในการไปช่วยส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังช่วยกระชับผิวให้เรียบเนียนขึ้น รวมทั้งช่วยสร้างภูมิกันป้องกันหวัดได้อีกด้วยค่ะ  ซึ่งส้มปริมาณ 100 กรัม มีวิตามินซีประมาณ 54 มิลลิกรัม

 

12.แตงโม

แตงโมเนื้อสีแดงๆ รสชาติหวานชุ่มฉ่ำเมื่อรับประทานสามารถดับกระหายคลายร้อนได้เลยทีเดียวค่ะ นอกจากจะช่วยในเรื่องของดับกระหายแล้วยังช่วยในเรื่องสุขภาพและผิวพรรณอีกด้วย ด้วยสารอาหารจำพวกวิตามินแร่ธาตุต่างๆ ที่มีมากมายหลายชนิดในแตงโมจะไปช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้น ในด้านสุขภาพกฌสามารถช่วยทำหน้าที่ล้างไต ขับสารพิษและช่วยขับปัสสาวะ ไม่ทำให้เกิดโรคในทางเดินปัสสาวะค่ะ

 

13.สับปะรด

สับปะรดเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่าช่วยในเรื่องสุขภาพในด้านของการต้านการอักเสบที่มากจากสาร Bromelain ในสับปะรดที่จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกบนผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเอนไซม์ตัวนี้มีประโยชน์ช่วยทำผิวพรรณที่อ่อนโยน อีกทั้งสับปะรดยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอย่าง เบต้าแคโรทีน วิตามินซี ที่ทำให้ผิวมีความชุ่มชื่นและนุ่มเนียนรวมทั้งลดจุดด่างดำทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น

 

14.แคนตาลูป

ทราบหรือไม่คะว่าแคนตาลูปเพียงแค่ 1 ถ้วย มีค่าของวิตามินเอและวิตามินซีถึง 100 เปอร์เซ็นต์ต่อค่าที่แนะนำให้ควรได้รับวิตามินเหล่านั้นต่อวันเชียวค่ะ ถึงกับยกให้ผลไม้อย่างแคนตาลูปนั้นมีคุณสมบัติเป็น ผลไม้แห่งความงาม เลยทีเดียว ด้วยเนื้อสีส้มของแคนตาลูปก็เต็มไปด้วยเบต้าแคโรทีนที่จะไปเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายและช่วยส่งเสริมสุขภาพผิวโดยการทำให้ชั้นนอกของเซลล์ผิวที่ตายแล้วบางลงโดยไม่ทำให้รูขุมขนอุดตันจนก่อให้เกิดสิวได้ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าวิตามินเออาจสามารถช่วยปกป้องผิวหรือต่อต้านรังสียูวีและโอโซนที่เป็นอันตรายได้ค่ะ

 

15.องุ่น

องุ่นเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดที่สำคัญที่เรียกว่า สาร Reservatrol นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินต่างๆ องุ่นเป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการก็มีไม่น้อยเช่นกันค่ะ สารต้านอนุมูลสระที่มีในองุ่นจะช่วยในเรื่องชะลอความแก่ เช่นเรื่องริ้วรอย ผิวหมองคล้ำและกระชับผิวให้เต่งตึงเรียบเนียนดูอ่อนเยาว์ขึ้นค่ะ

 

16.มะพร้าว

มะพร้าวเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ทั้งลูกโดยเฉพาะน้ำมะพร้าวที่ได้จากมะพร้าวอ่อนเมื่อดื่มแล้วจะช่วยในเรื่องของผิวพรรณให้เปล่งปลั่งและเนียนนุ่ม เนื่องจากในน้ำมะพร้าวนั้นมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ที่จะทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยนั่นเองค่ะ

 

 

www.flickr.com/photos/kartaba/32923446374/

20 สุดยอดผลไม้ที่ช่วยระบบขับถ่ายให้ดีขึ้น

painful-1
Source: Flickr (click image for link)

สมัยนี้ปัญหาสุขภาพมากมายรุมล้อมรอบกาย ตั้งแต่เบาไปจนถึงหนักและที่แปลกส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากการรับประทานอาหารที่ผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะด้วยเนื่องจากปัจจัยต่างๆที่เป็นผลกระทบต่อการรับประทานอาหารให้ถูกต้องเช่น สภาพสิ่งแวดล้อม เวลา การที่ไม่รู้ว่าต้องทานแบบไหนหรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวันที่ทำให้เลือกรับประทานสิ่งที่ง่ายและสะดวกที่สุดจากร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน จะอย่างไรก็แล้วแต่ยังไงเมื่อเกิดปัญหาก็ควรที่จะแก้ที่ต้นเหตุ ถึงแม้จะเป็นปัญหาเล็กๆ แต่ป้องกันไว้ก่อนก็ดีกว่าปล่อยให้ลุกลามใหญ่โตหรือแย่ไปกว่านี้ค่ะ วันนี้จะพูดถึงการขับถ่ายที่แสนยากลำบากและคงไม่มีใครอยากจะพบเจอ ไม่ว่าจะลองทำมาทุกวิถีทางก็แล้วแต่ก็ยังไม่สามารถกระตุ้นให้ขับถ่ายออกมาได้อย่างสะดวกได้เลย ไหนจะเกิดปัญหาอุจจระแข็ง เบ่งลำบาก สุดท้ายการไม่อุจจระนานๆ ก็อาจจะนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ในที่สุด การเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้องและถูกเวลาก็สามารถช่วยคุณได้ค่ะ และ HealthGossip จึงอยากจะนำเอาข้อมูลของสุดยอดผลไม้ที่ช่วยให้คุณขับถ่ายง่าย สบายโล่งมาเสนอให้เลือกสรรค์กันนอกจากจะเป็นผลไม้ใกล้ตัว หาง่ายแล้วยังดีต่อสุขภาพขนาดนี้ ไปดูกันค่ะว่ามีผลไม้อะไรบ้าง ….

 

20 สุดยอดผลไม้ที่ช่วยระบบขับถ่ายให้ดีขึ้น

fruits-for-sale-1
Source: Flickr (click image for link)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1.ลูกพรุน

หลายคนคงรู้จักลูกพรุนกันดีว่าเป็นผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยระบายโดยธรรมชาติ ด้วยคุณสมบัติเด่นของลูกพรุนที่ไปช่วยในเรื่องการขับถ่ายนั่นเอง โดยลูกพรุนจะช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่มและขับถ่ายออกได้ง่ายขึ้น และยังอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยชะลอความแก่ บำรุงหัวใจ บำรุงสายตา ทั้งยังช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรงอีกด้วย

 

2.กล้วยสุก

ผลไม้กล้วยๆ ที่คุณสมบัติไม่กล้วยซึ่งถือว่าเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะสายพันธุ์ไหนก็ถือว่ามีประโยชน์ทั้งนั้น ดังนั้นการเลือกรับประทานกล้วยในเวลาที่ยากจะขับถ่ายจึงเป็นช่วงเวลาที่ดีค่ะ นอกจากจะช่วยให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้นจากเส้นใยอาหารในกล้วยสุกแล้ว สารอาหารในกล้วยยังไปช่วยลดอาการท้องผูกได้อย่างเห็นผลดีเลยทีเดียว อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลของระบบขับถ่ายให้เป็นปกติได้อีกด้วย โดยเฉพาะในผลกล้วยน้ำว้าสุกที่ประกอบไปด้วยเพกตินค่อนข้างสูงและไฟเบอร์ที่ช่วยเพิ่มกากอาหารให้ลำไส้แล้ว ในกล้วยน้ำว้ายังมีเมือกลื่นที่ช่วยให้การขับถ่ายสะดวกยิ่งขึ้น

 

4.แอปเปิ้ล

ความจริงแล้วแอปเปิ้ลเป็นผลไม้อีกชนิดที่หารับประทานได้ง่ายและประโยชน์ล้นปริ่มไม่แพ้ผลไม้ชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแอปเปิ้ลสีไหนก็มีคุณค่าไม่ต่างกัน โดยเฉพาะในแอปเปิ้ลเขียวนั้นอุดมไปด้วยไฟเบอร์ถึง 4.4 กรัม ต่อ 1 ผล ยิ่งกินแอปเปิลเขียวทั้งเปลือกก็จะช่วยเรื่องระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดีค่ะ แอปเปิ้ลนั้นมีสารแพคตินที่ช่วยเพิ่มกากใยให้กับทางเดินอาหาร จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขับถ่ายให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้วิตามินซีที่ช่วยป้องกันโรคหวัด ป้องกันโรคลักปิดลักเปิดและยังช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย

 

5.มะละกอสุก

มะละกอมีน้ำย่อยธรรมชาติในตัวเอง ที่เรียกว่าเอนไซม์ชื่อปาเปน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร ที่สามารถช่วยกำจัดคราบโปรตีนเก่าๆ ที่ย่อยไม่หมดจนขัดขวางการขับถ่ายของลำไส้ออกไปได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นยาระบายอ่อนๆ กันเลยทีเดียว คราวนี้ของเสียก็จะถูกลำเลียงอย่างสะดวกไม่ต้องนั่งแช่ในห้องน้ำให้ทรมานต่อไป

 

6.มะม่วงสุก

ในประเทศไทยเรามีผลไม้มากมายให้เลือกรับประทานกันอยู่ตลอดๆ นับว่าเป็นโชคดี ผลไม้ขึ้นชื่อของไทยที่ใครๆ ก็รู้จักคงหนีไม่พ้นมะม่วงสุข ถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะมีมะม่วงให้กินได้ตลอดทั้งปี แต่โดยธรรมชาติมะม่วงจะออกผลในช่วงฤดูร้อน และถ้าได้กินมะม่วงสุกคาต้นล่ะก็หวานอร่อยกว่ามะม่วงนอกฤดูเป็นไหนๆ ในมะม่วงสุหนั้นมีเอนไซม์ที่ชื่อปาเปน มีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร ที่จะช่วยทําให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วเช่นเดียวกับโปรเมลิน และถึงมะม่วงจะไม่ได้มีสรรพคุณที่ช่วยย่อยโดยตรงแต่ก็มีสารเพกทินที่ทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น ทำให้ง่ายต่อการขับถ่ายค่ะ

 

7.มะขามเปียก

ถ้าเกิดอาการท้องผูกถึงขนาดที่ถ่ายยากหรือถ่ายไม่ออกมาเป็นเวลานานแล้วล่ะก็ ลองดื่มน้ำมะขามเปียกโดยการนำมะขามเปียก 1 ก้อนขนาดพอดีมือต่อน้ำอุ่นประมาณ 3 แก้ว จากนั้นใช้ช้อนบี้ ๆ จนได้น้ำมะขามข้นๆ แล้วก็นำมาดื่มให้หมดแก้วก่อนเข้านอนสัก 2-3 ชั่วโมง ตื่นเช้ามารับรองว่าจะโล่งสบายท้อง แต่หากท้องผูกแบบเบาๆ ไม่หนักมาก ก็อาจนำมะขามเปียกที่แกะเมล็ดออกแล้วมาจิ้มเกลือกินเล่นๆ สัก 5-10 ฝักก็สามารถช่วยได้ค่ะ และอย่าลืมดื่มน้ำตามมาก ๆ ด้วยล่ะ

 

8.ส้ม

ส้มเป็นผลไม้ที่หลายคนจะติดภาพเมื่อได้ยินชื่อจะนึกถึงวิตามินซี ส้มอุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคหวัด อีกทั้งยังมีโพแทสเซียมและกรดโฟลิก ช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้เคลื่อนตัว ลดอาการอาหารไม่ย่อย ถ้าต้องการทานส้มเพื่อช่วยเรื่องของระบบขับถ่าย ก็ควรทานทั้งกากใยส้มเมื่อปลอกเปลือกมาจะเห็นเส้นใยขาวๆ นั่นแหละค่ะเป็นส่วนที่จะช่วยเรื่องระบบขับถ่ายก็คือเจ้ากากใยของส้มนี่ล่ะ เพราะฉะนั้นหากทานเพียงน้ำส้มคั้นก็อาจจะได้ประสิทธิภาพดีไม่เท่าทานทั้งผลนะคะ

 

9.สับปะรด

ในส่วนของสับปะรดนั้นก็มีน้ำย่อยธรรมชาติในตัวเองเช่นกัน นอกจากความฉ่ำที่ช่วยดับกระหายให้ความขุ่มช่ำแล้ว วิตามินซีในสับปะรดยังมีประโยชน์เป็นตัวที่ส่งเสรืมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงขึ้น มีมีส่วนช่วยในเรื่องของการย่อยอาหารและระบบขับถ่าย นอกจากนั้นสับปะรดยังมีกากใยอาหารอยู่มาก โดยกากใยอาหารนั้นมีส่วนสำคัญในการช่วยลดไขมันในเลือดหรือคลอเรสเตอรอลอีกด้วย และแน่นอนว่าเมื่อมีกากใยเยอะย่อมต้องทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นอีกด้วยเช่นกันค่ะ

 

10.กีวี่

กีวี่เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่หลายคนชอบทาน มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานฉ่ำอีกทั้งยังมีคุณสมบัติช่วยระบายโดยธรรมชาติ โดยกีวี่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยประโยชน์ต่างๆ มากมายที่ให้วิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 74% มีวิตามินอีที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระช่วยลดความเสื่อมของอวัยวะต่างๆในร่างกาย มีไฟเบอร์สูงมากกว่ากล้วย 15% มากกว่าแอปเปิ้ลและส้มถึง 25% นอกจากช่วยในเรื่องควบคุมน้ำหนักปรับสมดุลในร่างกายหรือช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดแล้ว เหตุผลที่ควรเลือกทานตอนนี้ก็เพราะว่าช่วยป้องกันอาการท้องผูกและช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นไปอีกค่ะ

 

11.มะเดื่อฝรั่ง

มะเดื่อฝรั่งมีประโยชน์อยู่ที่ไฟเบอร์สูง ดีต่อกระบวนการกำจัดของเสียในร่างกาย โดยในผลมะเดื่อสดจะมีเส้นใยอาหารอยู่ประมาณ 1.2% ส่วนในผลมะเดื่อฝรั่งอบแห้งมีเส้นใยอาหารสูงถึง 5.6% เลยทีเดียว ฉะนั้นคนที่มีปัญหาท้องผูกก็สามารถหาเลือกซื้อเจ้ามะเดือฝรั่งมาทานได้ค่ะ

 

12.มะเฟือง

มะเฟืองผลไม้ที่ไม่ค่อยได้เห็นตามท้องตลาดทั่วไปนัก แต่ในผลมะเฟืองนี้มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ที่สามารถบรรเทาอาการท้องผูกได้ดีไม่น้อยหน้าผลไม้แก้ท้องผูกชนิดอื่น ๆเลยค่ะ ที่สำคัญมะเฟืองยังช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

 

13.มะขามแขก

มะขามแขกก็มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ  โดยเราอาจจะใช้ใบมะขามแขกแห้ง 1-2 หยิบมือ หรือใช้ฝักมะขามแขก 4-5 ฝักหักเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มกับน้ำ 1 ถ้วย แล้วดื่มก่อนนอน 15 นาที สูตรนี้เหมาะกับผู้สูงอายุที่มีอาการท้องผูก ทว่าหากกินมะขามแขกแล้วมีอาการจุกเสียดแน่นท้อง อาจต้องดื่มน้ำขิงตามไปด้วย และพยายามอย่าแก้ท้องผูกด้วยมะขามแขกติดต่อกันนาน ๆ เนื่องจากมะขามแขกอาจทำให้ขาดธาตุโปรแตสเซียม และทำลายระบบประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้ได้

 

14.องุ่น

องุ่นผลไม้ที่เป็นของทานเล่นเพลินๆ แต่เปี่ยมไปด้วยประโยชน์มากมายด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่สูง ยังพบว่าในองุ่นดำนั้นมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant) ช่วยขับล้างสารพิษในลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ปกติ นอกจากนี้ยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกเรื้อรังได้อีกด้วย แต่อย่างไรองุ่นก็ยังคงมีพลังงานที่สูงอยู่ เลือกรับประทานแต่พอดีน่าจะดีกว่า

 

15.แก้วมังกร

คงไม่มีใครไม่รู้จักกับผลไม้เพื่อสุขภาพที่เรียกว่าแก้วมังกร นอกจากควาหวานอร่อยแบบไม่เหมือนใครแล้ว แก้วมังกรยังอุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุต่างๆ มากมายแก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีแคลอรี่ต่ำ จึงเป็นเมนูของผลไม้ชนิดต้นๆที่ควรเลือกรับประทานช่วงควบคุมน้ำหนัก เสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้และไปช่วยแก้ปัญหาการขับถ่าย ป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดีค่ะ

 

16.แตงโม

แตงโม เป็นผลไม้ที่มีน้ำเยอะและด้วยรสชาติหวานฉ่ำ คนไทยจึงนิยมรับประทานเพื่อดับความกระหายคลายร้อนกัน นอกจากนี้ยังมีคุณค่าทางสารอาหารอีกมากมายเช่น วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี กรดโฟลิก แร่ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส  สารอาหารเหล่าจะช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ช่วยบำรุงสายตาและล้างพิษออกจากร่างกาย แตงโมเหมาะสำหรับคนที่รักสุขภาพต้องการควบคุมน้ำหนักเพื่อลดความอ้วน เพราะในแตงโมจะให้แคลอรี่ต่ำอีกทั้งยังช่วยให้ขับถ่ายคล่องอีกด้วย

 

17.ฝรั่ง

ฝรั่ง ผลไม้สีเขียวที่จัดว่าเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง อีกทั้งกากใยมากมายของผลไม้ที่ชื่อว่าฝรั่งนี้เองที่ไปช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ส่วนวิตามินซีที่สูงปรื๊ดของฝรั่งนั้นก็จะไปช่วยทำให้สุขภาพผิวพรรณของเราให้ขาวใสขึ้นไปอีก ซึ่งเมื่อมีการขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลาแล้ว ก็จะสามารถบ่งบอกได้ว่าระบบการย่อยอาหารของเรานั้นยังทำงานได้ดีและเป็นปกติค่ะ

 

18.ละมุด

ละมุด ผลไม้ที่คนไทยหลายคนชื่นชอบที่ไม่ว่าจะพบที่ไหนเป็นต้องซื้อกลับมาติดตู้เย็นที่บ้าน ซึ่งนอกจากรสหวานฉ่ำน้ำในเนื้อของละมุดแล้วละมุดยังเป็นผลไม้ที่มีกากใยอาหารมากมายทีเดียว ดังนั้นจึงไปช่วยป้องกันโรคท้องผูกได้อย่างดี อย่างไรก็ตามละมุดยังถูกจัดอยู่ในผลไม้ที่มีรสชาติหวานซึ่งไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคเบาหวานหรือกำลังลดความอ้วนอยู่นะคะ

 

19.ข้าวโพด

ข้าวโพดมีหลากหลายให้เลือกซื้อ ด้วยกรรมวิธีที่หลากหลายในการสร้างสรรค์เมนูข้าวโพดนั่นก็ทำให้เรามีตัวเลือกในการรับประทาน ด้วยเส้นใยอาหารแบบไม่ละลายน้ำในข้าวโพดนั้นจะไปช่วยในเรื่องของระบบการย่อยอาหารได้ดี สำหรับคนที่ถ่ายยากและลำบากถึงขั้นเป็นริดสีดวงทวารจากโรคทางเดินอาหาร หรืออาการท้องผูกนั้นก็จะมีอาการทุเลาลง เนื่องจากเส้นใยจะช่วยดูดซับน้ำและช่วยระบบขับถ่ายให้ดียิ่งขึ้นค่ะ

 

20.ถั่วดำ

เมล็ดถั่วดำถือเป็นธัญพืชที่มีปริมาณของใยอาหารอยู่สูงมาก และการเลือกรับประทานถั่วดำนั้น โดยการนำถั่วดำมาต้มหรือนึ่ง ซึ่งถั่วดำปริมาณ 1 ถ้วยจะมีเส้นใยอาหารถึง 15 กรัมค่ะ

 

 

www.flickr.com/photos/tipstimesadmin/11438060575/

www.flickr.com/photos/akarkhanis/3391797502/