⇉ แบบสำรวจ (10 วินาที):  สิ่งไหนหรืออะไรที่คุณอยากรู้และอยากให้มีบนเว็บไซต์มากกว่านี้ ❤

Browse Category: Weight Loss

18 สัญญาณบ่งบอกว่าคุณดื่มน้ำเปล่าไม่เพียงพอ

Source: Flickr (click image for link)

เคยได้เขียนเรื่องราวของประโยชน์จาก”การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ”ให้เหมาะสมในแต่ละวันและเรื่องควรดื่มน้ำเปล่าอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพและร่างกายของเรามากที่สุดไปแล้ว หลายๆ คนก็คงจะทราบเป็นอย่างดีหรือเคยอ่านผ่านตามาบ้างแล้วใช่ไหมล่ะคะ ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยสิ่งแวดล้อมรอบข้างตัวเราหลายอย่างที่อาจจะเป็นตัวส่งผลให้เรามีตัวเลือกมากขึ้นในปัจจุบัน แค่เพียงก้าวเท้าเดินออกมาจากบ้านก็มีเครื่องดื่มหลากชนิดหลายรสชาติให้เลือกมากมาย ในบางคนถึงขั้นดื่มจัดจนเป็นนิสัยหรือไม่ก็เสพติดไปโดยไม่รู้ตัว วันไหนไม่ได้ดื่มแล้วจะมีอาการหงุดหงิดไม่มีความสุขไปทั้งวันเลยก็ว่าได้ อย่างเช่น ฉันต้องดื่มกาแฟทุกเช้านะ ไม่งั้นไม่มีสมาธิทำงานแน่วันนี้ หรือ ฉันต้องดื่มชานมไข่มุกทุกเย็นนะ ไม่อย่างนั้นนอนไม่หลับแน่คืนนี้ รวมถึงในบางคนที่ชื่นชอบกับดื่มน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่าเลยก็ว่าได้ เป็นต้น อาหารเครื่องดื่มที่ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาบนโลกใบนี้ ด้วยรสชาติที่ถูกปากชวนอยากให้ลิ้มรสในทุกๆ วัน นั่นก็ไม่ผิดค่ะที่เราจะชอบดื่มแบบนั้นหรือแบบไหน แต่อย่าลืมว่าเครื่องดื่มเหล่านั้นมีส่วนผสมมากมายกว่าจะได้รสชาติที่กลมกล่อมจนยากที่จะข่มใจลืมได้ นอกจากจะนำน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาฝากแบบไม่ทันตั้งตัว อีกทั้งยังนำพาน้ำตาลที่เหลือไปเพิ่มในกระแสเลือดจนโรคเบาหวานมาเยือนแบบไม่รู้ตัวซะอย่างนั้น เราไม่ได้อยากจะบอกคนที่ติดเครื่องดื่มเหล่านั้นว่าเครื่องดื่มพวกนี้ไม่ดีหรอกนะ หรือไม่ก็ไม่ควรดื่ม ให้เลิกกับมันซะ เพราะเราทราบดีว่ามันเป็นเรื่องที่ยากค่ะ ซึ่งก็มีเหมือนอยู่อีกปัจจัยที่ทำให้ใครหลายคนดื่มน้พเปล่าไม่เพียงพอ คือในคนที่ไม่ชอบดื่มน้ำเปล่าเลย อาจจะเพราะไม่ชอบดื่มน้ำเปล่าเนื่องด้วยน้ำเปล่านั้นไม่มีรสชาติอะไรเลย น่าเบื่อ หรืออาจจะไม่มีเวลา ซึ่งแม้กระทั้งการ…ลืม? ไม่ว่าจะจากเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ซึ่งปัจจัยเหล่านั้นอาจจะนำพาสู่ปัญหาของโรคภัยไข้เจ็บโดยไม่รู้ตัวได้โดยทั้งสิ้น และหลายๆ คนก็อาจะไม่ทราบว่ากะแค่การไม่ดื่มน้ำเปล่าก็สามารถเจ็บป่วยได้ด้วยหรอเนี่ย? ที่จริงแล้ว ในร่างกายของมนุษย์เราประกอบไปด้วยน้ำถึง 70% ซึ่งระบบภายในของร่างกายมนุษย์ ต้องใช้น้ำในการทำหน้าที่ของระบบต่างๆ ในร่างกาย ดังนั้นถ้าร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอในแต่ละวัน เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ในร่างกายของเราเป็นอย่างแแน่นอนค่ะ เนื่องจากในแต่ละวันร่างกายเราจะเสียน้ำวันละ 2 ลิตร จากการหายใจ ขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ ทำให้ร่างกายต้องได้รับน้ำจากการดื่มน้ำเปล่าให้ได้วันละประมาณ 2-3 ลิตร หรือ 6-8 แก้วต่อวันนั่นเองค่ะ

 

18 สัญญาณบ่งบอกว่าคุณดื่มน้ำเปล่าไม่เพียงพอ

Source: Flickr (click image for link)

1.ปาก ผิวหนัง และตาแห้ง

จัดว่าเป็นสัญญาณขั้นพื้นฐานที่จะช่วยบอกให้เราทราบได้ว่าร่างกายของเราขาดน้ำหรือได้รับน้ำไม่เพียงพอนั่นเอง นอกจากรู้สึกว่าตาแห้ง ตาบวม ปากและผิวแห้งแตกเป็นขุยทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าหนาว ก็ควรหันไปหยิบน้ำมาดื่มให้ไวเพราะการขาดน้ำคือการขาดเหงื่อซึ่งจะนำไปสู่ร่ายกายไม่สามารถชำระล้างสิ่งสกปรกหรือน้ำมันส่วนเกินที่สะสมตลอดทั้งวันออกไปได้ ถ้าช่วงไหนรู้สึกว่าผิวแห้งแบบขาดน้ำมาหล่อเลี้ยงมีสิวขึ้นแบบผิดปกติแล้วล่ะก็ น้ำเปล่าคือทางออกที่ดีที่สุดค่ะ

 

2.ปวดหัวบ่อยๆ

บางครั้งพบว่าอาการที่เรารู้สึกปวดหัวอยู่บ่อยๆ นั้นไม่ใช่ไมเกรนหรือโรคอะไรแต่กลับกลายเป็นว่าเราดื่มน้ำเปล่าไม่เพียงพอ การดื่มน้ำไม่เพียงพอจะไปทำให้เกิดการขาดออกซิเจนและมีความดันโลหิตเพิ่มขึึ้นซึ่งไปทำให้เกิดการอาการปวดหัวอยู่บ่อยครั้ง แค่เพียงลองดื่มน้ำให้มากขึ้นในแต่ละวันเพื่อไปลดความตรึงเครียดในสมอง เลือดลมไหลเวียนดีขึ้นสมองก็ปลอดโปล่งโล่งสบายค่ะ

 

3.รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลียตลอดเวลา

ถ้าคิดว่าช่วงไหนรู้สึกเฉื่อยช้า อ่อนเพลีย ทำอะไรก็รู้สึกเหนื่อยง่ายไม่สดชื่นสดใสแบบไม่มีเหตุผลแล้วล่ะก็อาจจะเกิดจากการที่ร่างกายขาดน้ำก็เป็นได้ค่ะ การที่ร่างกายได้รับน้ำเปล่าไม่เพียงพอจนนำไปสู่การขาดเลือดจะต้องทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนไปทั่วร่างกาย ในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้เวียนศีรษะและคลื่นไส้ได้ เนื่องจากเลือดและของเหลวในร่างกายจะประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ เมื่อคุณขาดน้ำเลือดก็จะเพิ่มขึ้นและหัวใจก็ต้องใช้พลังงานมากขึ้น เพื่อที่จะให้ออกซิเจนและสารอาหารเคลื่อนที่ไปทั่วระบบไหลเวียนโลหิตค่ะ

 

4.น้ำหนักขึ้น

เชื่อหรือไม่ว่ารอบเอวที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นสัญญาณบอกว่าเราดื่มน้ำเพียงพอ พบว่าการดื่มน้ำเพียง 500 มล. (ประมาณ 17 ออนซ์) สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญของคุณได้ถึง 30% ไม่แปลกใจเลยค่ะว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจำนวนมากแนะนำการดื่มน้ำให้มากขึ้นที่เป็นหนึ่งในเคล็ดลับของการลดน้ำหนักและการรักษาน้ำหนักค่ะ อีกทั้งการที่ร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอยังสามารถส่งผลต่อระบบย่อยให้ไม่สามารถทำงานได้เท่าที่ควร แม้แต่การขาดน้ำที่ไม่รุนแรงยังมีการส่งสัญญาณไปสู่สมองและทำให้เราคิดว่าเรานั้นหิว ทั้งที่จริงสิ่งที่เราต้องการจริงๆ นั้นคือ การดื่มน้ำเท่านั้น

 

5.วิงเวียนศรีษะ

อาการวิงเวียนศีรษะ สับสน มึนงง เหม่อลอย ไม่มีสมาธิ ยากต่อการโฟกัสในสิ่งใดๆ นั้นเป็นสัญญาณทั้งหมดที่บ่งบอกว่าร่างกายของเราขาดน้ำค่ะ ด้วยร่างกายของเราต้องการขับถ่ายของเหลวทุกวันไม่ว่าจะผ่านทางเหงื่อหรือปัสสาวะ อีกทั้งยังไปกระทบต่อการทำงานของระบบร่างกายอื่นๆ จนทำให้เกิดความไม่สมดุลของอิเล็กโทรไลต์(สารอาหารหรือแร่ธาตุที่มีอยู่ในร่างกาย) และเราต้องการอิเล็กโทรไลต์เพื่อให้ร่างกายและจิตใจของเราทำงานได้อย่างถูกต้องนั่นเองค่ะ

 

6.อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย

รู้สึกว่าช่วงนี้คุณมีอารมณ์แปรปรวนง่ายหรือหงุดหงิดบ่อยขึ้นจนคนรอบข้างส่ายหน้าไหมคะ นอกจากนี้ยังมีผลกระทบอื่นๆ ที่เป็นไปได้เกี่ยวกับสมองและอวัยวะต่างๆ ที่เกิดจากการการขาดน้ำแบบต่อเนื่อง สามารถไปทำให้ความสมดุลของฮอร์โมนลดลงและทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความผิดปกติอื่นๆ ตามมาได้ค่ะ

 

7.ท้องผูก

อาการท้องผูกปัจจัยที่อาจจะเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่มีกากใยเพียงพอหรือแม้ระทั่งการรับประทานอาหารธรรมดาทั่วไป เพื่อให้ได้อาหารที่เราได้กินอย่างถูกต้องแล้ว ระบบการย่อยหรือลำไส้ของเราก็จำเป็นต้องใช้น้ำด้วย หากของเหลวมีไม่เพียงพอต่อการย่อยอาหารก็จะไปส่งผลทำให้เกิดอาการท้องผูก มีแก๊ส และท้องอืดเช่นกันค่ะ

 

8.ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

การดื่มน้ำเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการทำงานที่เหมาะสมของระบบทางเดินปัสสาวะของเรา เมื่อร่างกายเริ่มขาดน้ำจะไปส่งผลให้ไตและกระเพาะปัสสาวะพยายามเก็บน้ำที่มีอยู่น้อยนิดให้นานเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่กลับพบว่าถ้าไม่มีการขับปัสสาวะออก ก็ยิ่งส่งผลให้แบคทีเรียมีเวลาในการเจริญเติบโตภายในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นภายในท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะเพิ่มขึ้นจนนำไปสู่การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในที่สุดค่ะ

 

9.ปัสสาวะมีสีเข้ม

เมื่อเราดื่มน้ำน้อย น้ำไม่เพียงพอ จนกลายเป็นร่างกายขาดน้ำนั้น สัญญาณที่จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คงจะเป็นปัสสาวะที่มีสีเข้มหรือปัสสาวะน้อย ให้รู้ไว้เลยว่าตอนนี้ไตและกระเพาะปัสสาวะของเราทำงานหนักและมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบก็เป็นได้ อย่ารอช้าหยิบน้ำสักแก้วมาดื่มก็ยังดี!

 

10.ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ

ความดันเลือดไม่ว่าจะสูงหรือต่ำจัดว่าไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่ค่ะ ซึ่งถ้าเกิดการลดลงของปริมาณเลือดที่เป็นผลมาจากการขาดน้ำ อาจมีผลกระทบต่อความดันโลหิตต่ำอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไปการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลในเลือดอาจทำให้เกิดการสะสมของหลอดเลือดและในที่สุดอาจทำให้ความดันของโลหิตเพิ่มขึ้นไปถึงระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพอย่างแน่นอนค่ะ

 

11.ความไม่สมดุลของระดับคอเลสเตอรอล

การขาดน้ำส่งผลให้ร่างกายของเราผลิตคอเลสเตอรอลเพิ่มมากขึ้นเพื่อที่จะไปขจัดผิวที่หนาขึ้นของเซลล์ และรักษาของเหลวที่มีอยู่ในตัวอันเป็นผลที่มาจากกระบวนการป้องกันนี้ โดยระดับคอเลสเตอรอลในเลือดยังเพิ่มขึ้นและสามารถกลายเป็นขาดความสมดุลได้อย่างง่ายดาย

 

12.อาการปวดข้อ

น้ำคือระบบหล่อลื่นและระบายความร้อนตามธรรมชาติของร่างกาย กระดูกอ่อนและกระดูกสันหลังของเราประกอบไปด้วยน้ำประมาณ 80% ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อมวลกระดูกของเราค่ะ ดังนั้นการไม่ทำให้ร่างกายของเราขาดน้ำก็จะช่วยให้ข้อต่อของเราสามารถรองรับแรงกระแทกจากการเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน เช่น การวิ่ง กระโดด หรือหกล้มแบบไม่ทันตั้งตัว

 

13.กล้ามเนื้อเป็นตะคริวหรือกระตุกบ่อยๆ

เมื่อเรามีเหงื่อไหลออกมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างการออกกำลังกาย ซึ่งจะไปทำให้เกิดการลดระดับของโซเดียมลง โดยในช่วงที่เหงื่อมีความเข้มสูงซึ่งเป็นของเหลวเพียงอย่างเดียวที่ขับออกมาและนั่นคือการที่เราเริ่มที่จะสูญเสียน้ำ จึงเป็นผลทำให้ร่างกายมีการจัดลำดับความสำคัญของของเหลวที่เหลือในร่างกายว่าส่วนไหนควรจะทำงานก่อน และบ่อยครั้งที่ระบบไหลเวียนเลือดจะเป็นตัวที่ถูกเลือกก่อน ซึ่งหมายความว่าถัดมาก็จะเป็นกล้ามเนื้อของเรา ถ้าหากกล้ามเนื้อไม่ได้รับน้ำและโซเดียมที่เพียงพอก็จะไปส่งผลทำให้กล้ามเนื้อหดตัวหรือกระตุกนั่นเองค่ะ

 

14.ช่องปากและลมหายใจมีกลิ่น

เรื่องของกลิ่นปากใครว่าไม่สำคัญจริงไหมล่ะคะ หนึ่งในอาการที่พบบ่อยที่สุดของการขาดน้ำคืออาการปากแห้ง เนื่องจากเป็นผลที่มาจากการลดการผลิตน้ำลายที่เกิดจากการสูญเสียน้ำ น้ำลายเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับการควบคุมจำนวนของเชื้อจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในช่องปากของเรา เมื่อร่างกายขาดน้ำและการน้ำลายก็จะไปทำให้ยีสต์และแบคทีเรียสามารถเจริญรเติบโตได้ ตามรอบฟัน เหงือก และลิ้น ซึ่งสามารถเปลี่ยนจากสุขภาพช่องปากที่ดีกลายเป็นปัญหาในช่องปากก็ว่าได้ค่ะ นอกจากสุขภาพช่องปากที่มีปัญหาจากการขาดน้ำแล้วก็ลามลงไปถึงส่วนล่างของหลอดลมนั่นก็คือระบบทางเดินหายใจ การขาดความชุ่มชื้นที่เพียงพอจะเป็นอุปสรรคต่อการผลิตน้ำมูกทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เมื่อกลิ่นปากไม่พึงประสงค์ระบบลมหายใจไม่สดชื่นจากการขาดน้ำก็คงไม่ต้องเดาแล้วว่าทำไมไม่มีใครอยากคุยด้วย

 

15.หิว กระหายมากขึ้น

เมื่อเรามีอาการขาดน้ำร่างกายของเราก็อาจเริ่มคิดว่าต้องการรับประทานอาหารบางอย่าง ซึ่งเกิดขึ้นแบบนี้ตลอดทั้งวันทั้งคืนจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อหาอะไรกิน ถึงแม้ว่าการกินอาหารจะทำให้ร่างกายของคุณทำงานได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันการได้น้ำดื่มสะอาดๆ สักแก้วสอแก้วจะไปช่วยให้อวัยวะภายในพร้อมที่จะสร้างการเผาผลาญผ่านกระบวนการอื่นๆ ในร่างกาย นอกจากนี้การขาดน้ำยังทำให้การเผาผลาญอาหารช้าลงอาจจะไปส่งผลเสียต่อร่างกายในการเผาผลาญไขมันอีกด้วยค่ะ

 

16.ปัญหาระบบทางเดินอาหาร

เราได้พูดก่อนเกี่ยวกับเมือกในปากและลำคอของเราและวิธีการรักษา hydrated ช่วยให้เมมเบรนทำงานได้อย่างถูกต้อง นี้ยังใช้กับระบบย่อยอาหารทั้งหมด หากไม่มีความชุ่มชื่นเพียงพอปริมาณและความแข็งแรงของน้ำมูกในกระเพาะอาหารจะลดลงทำให้กรดในกระเพาะอาหารมีความเสียหายที่สำคัญต่อ insides ของคุณ นี้นำไปสู่สิ่งที่เรามักเรียกว่าอิจฉาริษยาและไม่ย่อย

 

17.มีกลิ่นตัว

การมีกลิ่นตัวที่เหม็นอาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนไม่ชอบใจนักซึ่งถ้าหากว่าช่วงไหนรู้สึกว่าทำไมเรามีกลิ่นตัวแรง การแก้ปัญหาเบื้องต้นคือย้อนถามตัวเองว่าเราดื่มน้ำเพียงพอหรือยัง? เนื่องจากน้ำจะเป็นตัวช่วยที่ทำให้เกิดการขนส่งนำของเสียให้ออกจากร่างกาย และเมื่อร่างกายมีของเสียที่ค้างไว้จำนวนมากแทนที่จะถูกจัดเก็บไว้ในเซลล์เพื่อไว้จัดการหรือกำจัดในอนาคต แต่พอเวลาผ่านไปสิ่งที่หลงลืมและเหลือก็จะถูกเปลี่ยนคุณสมบัติทางเคมีทางร่างกายให้แย่ลงได้ นอกจากนี้ผิวที่แห้งและเกิดความเสียหายที่เกิดจากการสูญเสียน้ำ จนไปก่อให้เกิดแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นนั่นเองค่ะ

 

18.ป่วยนานกว่าปกติ

ใครที่เป็นหวัดเรื้อรังไม่หายสักทีการดื่มน้ำเยอะๆ เป็นทางออกที่ดีค่ะ การดื่มน้ำจะช่วยให้ร่างกายของเราขับสารพิษออกมาได้อย่างต่อเนื่อง อวัยวะของเราทำงานเพื่อกรองเอาของเสียบางอย่างออกเปรียบดั่งเครื่องจักร์ โดยถ้าคุณไม่เติมน้ำมันให้เครื่องจักย์นั้นก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง เช่่นเดียวกับการเติมน้ำให้ร่างกายที่ขาดจะช่วยให้กลไกต่างๆ ในร่างกายขับเคลื่อนได้ต่อไปค่ะ

 

 

www.flickr.com/photos/siddienam/7718668456/

www.flickr.com/photos/jonavi/37509663536/

20 ชนิดสุดยอดของผักที่มีโปรตีนสูง

Source: Flickr (click image for link)

ขึ้นชื่อว่า “พืชผัก” หลายคนก็จะนึกถึงความสุขภาพดีจากวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหารเป็นอย่างแน่แท้ ก็ใครจะไปนึกว่าพืชผักที่เคี้ยวกรุบกรับๆ อยู่นี่จะมีโปรตีนอยู่ได้ใช่ไหมล่ะคะ สุขภาพที่ดีที่ได้มาจากการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม ถือเป็นปัจจัยหลักไม่ว่าจะอยู่ในช่วงที่เราควบคุมน้ำหนักหรือเพื่อรักษาสุขภาพก็ตาม แต่การทราบว่าเราควรเลือกรับประทานอาหารแบบไหนให้เหมาะสมกับความต้องการของเรายังไงนั้นเป็นสิ่งที่หลายๆ คนยังไม่ค่อยทราบและเข้าใจ แต่ก็อย่างว่าสมัยนี้มีสิ่งที่เอื้ออำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าเราจะอยากรู้เรื่องอะไรแค่เราค้นหาทางอินเทอร์เน็ตก็สามารถรู้ได้ไม่ยาก วันนี้มีจึงหัวข้อที่น่าสนใจอยากจะมาแนะนำเกี่ยวกับ ชนิดของผักที่มีโปรตีนสูง ซึ่งอาจจะเหมาะกับคนที่ไม่รับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์เลยอยากได้โปรตีนจากพืชมาทดแทน หรือคนที่กำลังควบคุมน้ำหนักแต่ก็อยากได้โปรตีนที่ไม่ใช่จากเนื้อสัตว์ คิดว่าคงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยถ้าใครที่กำลังมองหาตัวเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพในรูปแบบต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามการเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลายย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพที่สมบูรณ์เช่นกันค่ะ การรับประทานอาหารที่แตกต่างหลากหลายหมู่อาหารจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนนั่นเอง โปรตีนจากเนื้อสัตว์บางชนิดจะมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายต้องการมากกว่าและครบถ้วนอย่างแน่นอน ในกรณีนี้ให้เป็นทางเลือกรับประทานทดแทนชั่วคราวต่อเหตุผลที่แตกต่างของแต่ละคนค่ะ

 

20 ชนิดสุดยอดของผักที่มีโปรตีนสูง

Source: Flickr (click image for link)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1.ควีนัว

ควีนัวได้ถูกจัดให้เป็นสุดยอดของอาหารซึ่งเป็นพืชที่มีเส้นใยอาหารสูงและแน่นอนว่ามีโปรตีนที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อค่ะ ในขนาดของควีนัวสุกปริมาณ 1 ถ้วย มีปริมาณของโปรตีนอยู่มากถึง 8.14 กรัม เลยค่ะ

 

2.ผักปวยเล้ง

ผักใบสีเขียวเข้มที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนอย่างผักปวยเล้ง ก็ยกให้เป็นอีกตัวเลือกของผักที่ให้โปรตีนถึง 2.9 กรัม เลยทีเดียว จะเลือกทานแบบสดๆ ในสลัด หรือนำมาปรุงอาหารก็อร่อยได้คุณค่าแบบไม่รู้สึกผิดหลังทานเสร็จอย่างแน่นอน

 

3.ผักเคล

ผักเคลใบสีเขียวเข้มที่นิยมนำมาทำสลัดรับประทานเพื่อสุขภาพแล้วยังถูกจัดให้เป็นสุดยอดของอาหาร ซึ่งก็ไม่แปลกใจเลยด้วยสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการที่เปี่ยมล้น รวมไปถึงโปรตีนจากผักเคลหั่น 1 ถัวย มีมากถึง 2.9 กรัมเลยทีเดียวค่ะ

 

4.บล็อคโคลี่

ถ้ามองหาผักสีเขียวที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและรสชาติอร่อยถูกปากไม่ว่าจะลวก ต้ม ผัด ย่าง คงมองข้ามบล็อคโคลี่ไปไม่ได้อย่างแน่นอน และบล็อคโคลี่ก็มีโปรตีนอยู่ไม่น้อย เพียงบล็อคโคลี่ 1 ถ้วยก็มีโปรตีนอยู่ถึง 2.6  กรัม

 

5.หน่อไม้ฝรั่ง

หน่อไม้ฝรั่งเป็นผักที่ส่วนใหญ่จะเห็นเคียงมากับจานของสเต็กและคนไทยจะนิยมนำมาผัดกับเนื้อสัตว์ต่างๆ และด้วยรสชาติความอร่อยของหน่อไม้ฝรั่งเมื่อรับประทานเข้าไปเพียง 100 กรัม ก็ยังได้รับโปรตีนมากถึง  2.4 กรัม เลยล่ะค่ะ

 

6.ผักสลัดน้ำ

ผักสลัดน้ำ เป็นผักที่อยู่ตระกูลเดียวกันกับกะหล่ำปีซึ่งเราคนไทยนิยมนำมากินเป็นผักสลัดหรือแกล้มกับน้ำพริกก ผักสลัดน้ำนอกจากเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีแล้วยังมีเส้นใยอาหารและวิตามินซีที่สูงด้วยค่ะ ผักสลัดน้ำปริมาณ 100 กรัม มีโปรตีนอยู่ 2.3 กรัม ค่ะ

 

7.อาร์ติโชก

อาร์ติโชกเป็นผักที่ได้ถูกยกให้เป็นแหล่งของใยอาหารสูง หลายๆ คนอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับผักชนิดนี้กันมากนัก แต่ก็ไม่ควรมองข้ามนำมาเป็นอีกทางเลือกในการรับประทานเพื่อได้รับโปรตีนจากผักชนิดนี้กันค่ะ อาร์ติโชกปริมาณ 100 กรัม มีโปรตีนอยู่ 3.3 กรัม

 

8.ถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองแบบปรุงสุกได้จัดเป็นแหล่งอาหารของโปรตีนอย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียวค่ะ นอกจากสารอาหารที่มีมากมายแล้วยังมีใยอาหารสูงตามไปด้วย ถั่วเหลืองต้มสุกปริมาณ ๅ ถ้วย มีโปรตีนอยู่สูงมากถึง 28.6 กรัมเลยทีเดียวค่ะ

 

9.ถั่วแระ

ถั่วแระนอกจากจะเป็นแหล่งวิตามิน A, C, Thiamin, ฟอสฟอรัสและธาตุเหล็กที่ดีแล้วปริมาณวิตามินบีและโฟเลตที่พบในถั่วแระก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ด้วยค่ะ นอกจากนี้ยังมีเส้นใยอาหารที่สูงและยังเป็นแหล่งของโปรตีนชั้นดี โดยถั่วแระปริมาณ 1 ถ้วย ยังให้โปรตีนถึง 8.6 กรัม

 

10.ถั่วเลนทิล

ถ้าพูดถึงพืชต้องยกให้พืชตระกูลถั่วเลยที่เป็นแหล่งชั้นดีของโปรตีน และถั่วอีกหนึ่งชนิดที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ ถั่วเลนทิล นั่นเองค่ะ นอกจากนี้ถั่วเลนทิลก็เป็นแหล่งที่ดีของใยอาหาร รวมถงมีปริมาณของโฟเลตสูง ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก ปริมาณโปรตีนจากถั่วเลนทิลต้ม 1 ถ้วย มีปริมาณโปรตีนมากถง 17.9 กรัม เลยค่ะ

 

11.เมล็ดฟักทอง

ส่วนใหญ่เราจะเลือกรับประทานเมล็ดฟักทองเป็นอาหารว่างซะมากกว่า นอกจากจะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งสามารถช่วยลดความเครียดและการอักเสบของอ๊อกซิเดชั่นแล้วเมล็ดฟักทองยังมีสาร L-tryptophan ที่ไปช่วยกระตุ้นการนอนหลับให้หลับสนิทอีกด้วยค่ะ ในเมล็ดฟักทองคั่วสุกปริมาณ 1 ออนซ์ มีโปรตีนอยู่ถึง 5.2 กรัม

 

12.บีทรูท

บีทรูทเป็นพืชผักและเป็นแหล่งที่ดีของโปรตีน รวมไปถึงแหล่งของวิตามิน แร่ธาตุต่างๆ โดยเฉพาะ ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม และสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า betalains บีทรูทปริมาณ 100 กรัม มีโปรตีนอยู่ 2 กรัม

 

13.มันฝรั่ง

มันฝรั่งสามารถรับประทานทดแทนคาร์โบไฮเดรตจากข้าวได้เลยก็ว่าได้ แต่ถึงแม้ว่าคุณจะได้รับคาร์โบไฮเดรตแต่กลับพบว่ามันฝรั่งก็มีโปรตีนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน มันฝรั่งปริมาณ 100 กรัม มีโปรตีนถึง 2 กรัม ค่ะ

 

14.กะหล่ำดอก

กะหล่ำดอกเป็นพืชที่อาจจะไม่มีโปรตีนสูงเท่ากับผักชนิดอื่นๆ แต่กะหล่ำดอกก็จัดเป็นผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและมีฤทธิ์ในการขับสารพิษในร่างกาย ต้านการอักเสบ อีกทั้งยังช่วยระบบการย่อยอาหารของคุณให้ดีขึ้นอีกด้วย การรับประทานกะหล่ำดอกปริมาณ 100 กรัม จะได้รับโปรตีนมากถึง 1.9 กรัม เลยทีเดียวค่ะ

 

15.ถั่วงอก

การเลือกรับประทานถั่วงอกที่สดสะอาดหรือนำมาปรุงใส่ในอาหารก็ทำให้เกิดอาหารจานโปรดของคุณได้ ด้วยปริมาณโปรตีนในถั่วงอกสุกจะมีโปรตีน 2.5 กรัม อีกทั้งถั่วงอกยังเต็มไปด้วยสารอาหารอื่นๆ อีกด้วย เช่นเลซิตินที่ไปช่วยลดคอเลสเตอรอลและมีแร่ธาตุสังกะสีอีกด้วย่ค่ะ

 

16.เห็ด

เห็ดนอกจาก เป็นอาหารที่แสนอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนากาสูงแล้ว ยังมีสรรพคุณในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอีกด้วยค่ะ การรับประทานเห็ดปริมาณเพียง 1 ถ้วย ก็ได้รับโปรตีนมากถึง 3 กรัมเลยทีเดียว

 

17.แครอท

แครอทเป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามิน และสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญอย่างเบต้าแคโรทีนอยด์ เป็นอีกตัวเลือกของผักที่มีโปรตีนอย่างแครอทที่จะเลือกรับประทานกันค่ะ แครอทปริมาณ 100 กรัม มีโปรตีนอยู่ 0.9 กรัม ค่ะ

 

18.ถั่วแระญี่ปุ่น

ใครจะรู้ว่าถั่วแระญี่ปุ่นตามร้านอาหารญี่ปุ่นที่นิยมเสิร์ฟเป็นอาหารทานเล่นนั้น จะมีโปรตีนอยู่สูงอย่างไม่น่าเชื่อกันเลยทีเดียว ซึ่งถั่วแระญี่ปุ่นแบบต้มสุกปริมาณ 1 ถ้วย ให้โปรตีนสูงถึง  16.9 กรัม เลยล่ะค่ะ

 

19.มะเขือยาว

เมื่อเราเลือกรับประทานมะเขือยาวนอกจากเราจะได้รับเส้นใยและโพแทสเซียมแล้ว ก็จะได้รับโปรตีนมากถึง 1 กรัม ต่อปริมาณ 100 กรัมเลยทีเดียว

 

20.ข้าวโพด

ข้าวโพดเป็นธัญพืชที่ให้รสชาติหวานมีเส้นใยอาหารที่สูง เพียงอยู่ทานข้าวโพดต้มปริมาณ 1 ถ้วย ก็ได้รับโปรตีนไปเต็มๆ ถึง 16 กรัม กันไปเลยค่ะ

 

 

www.flickr.com/photos/frf_kmeron/3150715238/

www.flickr.com/photos/john/3959245280/

22 ชนิดของอาหารที่ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมัน

Source: Flickr (click image for link)

วันนี้จะมาพูดเกี่ยวกับหัวข้อเรื่อง “ชนิดของอาหารที่ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมัน” (Boost your metabolism) หัวข้อที่ฟังดูไม่น่าซีเรียสอะไรแต่แอบมีความสำคัญซ่อนอยู่ค่ะ ระบบที่ทำงานในทุกส่วนของร่างกายเราล้วนแต่มีความสำคัญต่อสุขภาพของเราโดยตรงเลยก็ว่าได้ รวมถึงระบบเผาผลาญในร่างกายที่เราจะมากล่าวถึงในวันนี้ด้วยค่ะ ซึ่งระบบเผาผลาญในร่างกายของเราถ้าทำงานได้ปกติหรือดีถือว่าเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของเราในเรื่องหลักๆ เลยคือ ช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนัก โดยใครที่มีระบบเผาผลาญในร่างกายที่ดีย่อมส่งผลให้การลดน้ำหนักนั้นง่ายขึ้นนั่นเองค่ะ ซึ่งก็แน่นอนค่ะว่าร่างกายของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราเลยนำหัวข้อนี้มาช่วยให้เป็นแนวทางอีกหนึ่งทางสำหรับใครที่กำลังมองหาวิธีต่างๆ ในการลดน้ำหนัก หรือรู้สึกว่าทำไมร่างกายถึงได้เผาผลาญช้าและเผาผลาญไม่ดี เป็นต้น ใครจะรู้ล่ะคะว่ามีอาหารมากมายหลากหลายชนิดเลยให้เราได้เลือกมาปรับและรับประทานกันค่ะ ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มที่เรื่องง่ายๆ คือการดูแลและปรับการรับประทานอาหารนี้ก่อนเลยละกันค่ะ

 

 

22 ชนิดของอาหารที่ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมัน

Source: Flickr (click image for link)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1.โยเกิร์ต

โยเกิร์ตคือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมอีกชนิดหนึ่งโดยขอแนะนำโยเกิร์ตชนิด โยเกิร์ตกรีก นอกจากแคลเซียมสูง ไขมันต่ำ มีเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิดช่วยในเรื่องการขับถ่ายแล้ว ยังมีโปรตีนและวิตามินดีที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อช่วยยับยั้งฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เป็นฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียดจนนำไปสู่การส่งผลต่อไขมันในช่องท้อง หรือเรียกว่าลงพุงนั่นเองค่ะ

 

2.เมล็ดอัลมอลด์

เลือกรับประทานเมล็ดอัลมอลด์แค่เพียงหนึ่งกำมือ ก็สามารถช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันได้อย่างไม่น่าเชื่อค่ะ อัลมอลด์นอกจากมีโปรตีนแล้วยังมีเส้นใยอาหารที่สูงเหมาะกับการเลือกเป็นอาหารทานเล่นได้เลยค่ะ อีกทั้งยังมีกรดอะมิโน L-arginine ที่ไปช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันแล้วคาร์โบไฮเดรตในร่างกายได้อีกด้วยค่ะ

 

3.ชาเขียว

พบว่านอกจากชาเขียวแล้วยังมีชาอีกหลายชนิดที่ช่วยในเรื่องของการเร่งเผาผลาญไขมันจากสาร catechin แต่ชาเขียวกลับเป็นตัวเลือกที่ดีกว่านอกจากมีสารคาเทชินที่สูงแล้วยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า ECGC ที่สูงมากอีกด้วย โดยสารตัวนี้จะไปช่วยเผาผลาญไขมันแล้วยังสามารถหยุดการสร้างไขมันได้อีกด้วยค้ะ

 

4.ข้าวโอ๊ต

ขึ้นชื่อว่าคาร์โบไฮเดรตหลายคนคงสงสัยว่ามันจะช่วยได้ยังไง การเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตไม่ได้แย่เสมอไปค่ะ โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรตที่มาจากธัญพืชอย่าง ข้าวโอ๊ต ข้าวโอ๊ตเป็นธัญพืชที่มีเส้นใหญ่อาหารสูงช่วยทำให้ชะลอการย่อยให้ช้าขึ้นจึงอิ่มได้นานและช่วยให้มีไขมันในท้องน้อยกว่าคนที่กินคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ผ่านการขัดสีในปริมาณที่เท่ากันจำพวก ข้าวขาว ขนมปังขาวค่ะ

 

5.พริก

พริกเม็ดสีแดงๆ มีรสเผ็ดร้อนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะนี้ มีสารที่เรียกว่า แคปไซซิน เป็นสารประกอบที่จะทำให้เกิดความเผ็ดร้อน ช่วยไปเร่งการเผาผลาญแคลอรี่ได้เป็นอย่างดีเชียวค่ะ

 

6.ปลาแซลมอล

จะเห็นได้ว่าการเผาผลาญไขมันที่ดีโดยการสร้างกล้ามเนื้อด้วยโปรตีนทำให้กล้ามเนื้อมากขึ้นเท่ากับว่าการเผาผลาญไขมันก็มากขึ้นเช่นกันค่ะ และโปรตีนจำพวกเนื้อปลานี่แหละเป็นแหล่งชั้นยอดอย่าง ปลาแซลมอล โดนเฉพาะปลาแซลมอลที่เกิดเองตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยต้านการอักเสบและช่วยเผาผลาญไขมันค่ะ

 

7.เนื้อไก่งวง

เนื้อไก่งวงเป็นเนื้อสัตว์ชนิดที่มีโปรตีนสูงและไขมันต่ำ และที่สำคัญเมื่อเรารับประทานเข้าไประหว่างทำการย่อยยังไปช่วยเพิ่มระบบการเผาผลาญแคลอรี่ของเราไปในตัวอีกด้วยค่ะ

 

8.ดาร์คช็อกโกแลต

ช็อกโกแลตเป็นของหวานที่หลายคนชอบและกลัวที่จะรับประทานในตอนที่เรากำลังลดควบคุมน้ำหนัก แต่ไม่ใช่กับดาร์คช็อกโกแลตค่ะเนื่องจากพบว่าจุลินทรีย์ในลำไส้ของคนเราได้ทำการบ่มช็อกโกแลตในกระเพาะอาหาร จนไปเพิ่มการผลิตสารประกอบโพลีฟีนอลิกในกระเพาะอาหาร รวมทั้งบิวทิล และกรดไขมันที่จะช่วยกระตุ้นร่างกายให้ไปเร่งการเผาผลาญไขมันและยับยั้งยีนส์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบค่ะ

 

9.ควีนัว

เมล็ดควีนัว (Quinoa) เป็นพืชที่ได้ถูกยกให้เป็นซูปเปอร์ฟู้ดส์โดยมีส่วนประกอบจากโปรตีนที่สมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่ามีโซ่สมบูรณ์ของกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและยังไปลดไขมันอีกด้วย พบว่าร่างกายที่ได้รับโปรตีนจากพืชมีความเสี่ยงน้อยต่อการเกิดโรค metabolic syndrome (ที่เป็นกลุ่มของคอเลสเตอรอลสูง น้ำตาลในเลือดสูง และโรคอ้วน) นอกจากนี้ควีนัวยังมีกรดอะมิโนไลซีนสูง ซึ่งไปช่วยในการเผาผลาญไขมันและบำรุงกระดูก ทำให้ผิวหนังแข็งแรงขึ้นอีกด้วยค่ะ

 

10.ถั่วดำ

ธัญพืชอย่างเมล็ดถั่วดำจัดเป็นแหล่งของแป้งชนิดที่ดีค่ะ ถั่วดำเป็นแป้งที่ทำให้ย่อยช้ามีเส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำจึงเป็นอาหารชั้นดีของแบคทีเรียที่ดีในลำใส้ของเรา ทำให้เกิดการผลิตสารเคมีบิวเรท ซึ่งจะไปช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเร่งการเผาผลาญไขมัน และช่วยลดไขมันได้ดีด้วยค่ะ

 

11.ลูกพรุน

ลูกพรุนเป็นผลไม้ที่มีสีเฉพาะคือ สีแดง ที่เกิดจากปริมาณสารต้านอนุมูอิสระที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอนโธไซยานินซึ่งทำให้การทำงานของยีนที่เก็บไขมันได้ดีขึ้น ช่วยเร่งการเผาผลาญในการลดน้ำหนักได้ดีนักแลค่ะ

 

12.ไข่

ไข่จัดเป็นหนึ่งในอาหารที่เป็นแหล่งที่ดีที่สุดของโคลีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญในการเผาผลาญไขมัน โดยจะไปช่วยยับยั้งยีนส์ที่รับผิดชอบในการจัดเก็บไขมันหน้าท้องค่ะ ยิ่งไปกว่านั้นไข่ยังเป็นแหล่งโปรตีนชั้นยอดที่สามารถกำหนดอัตราการเผาผลาญไขมันได้ตลอดทั้งวันเมื่อเราเลือกทานเป็นอาหารเช้า ไม่ว่าจะเลือกรับประทานในรูปแบบไหนก็มีประโยชน์ทั้งนั้นค่ะ

 

13.ผักปวยเล้ง

ด้วยใบสีเขียวเข้มของผักปวยเล้งมีสารอาหารที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานจำพวก วิตามินเอ ธาตุเหล็ก และโฟเลต นอกจากนี้ยังช่วยลดความอยากอาหารและยังช่วยลดปริมาณแคลอรี่รวมทั้งยังไปกระตุ้นให้ร่างกายเริ่มเผาผลาญไขมันด้วยสารประกอบธรรมชาติที่เรียกว่า thylakoids

 

14.อบเชย

อบเชยเป็นสมุนไพรไทยอีกชนิดที่คนไทยนิยมนำมาประกอบอาหารและต่างชาตินิยมปรุงในขนม ของหวาน หรือแม้แต่เครื่องดื่ม ด้วยอบเชยเป็นสมุนไพรที่จัดอยู่ในกลุ่มของเครื่องเทศรสเผ็ดร้อนนี้ จึงเป็นตัวเร่งการเผาผลาญให้กับร่างกายเราเป็นอย่างดีค่ะ ด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ได้จากอบเชยที่เรียกว่า โพลีฟีนอล ไปช่วยปรับสมดุลระดับอินซูลินทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ และยังสามารถลดไขมันในช่องท้องได้อีกด้วยค่ะ

 

15.เกรฟฟรุท

เกรฟฟรุทเป็นผลไม้ตระกูลเดียวกันกับส้มและมีลักษณะคล้ายกันค่ะ มีรชชาติเปรี้ยวอมหวานที่คุณเพิ่มโดยมีความสามารถในการเร่งการเผาผลาญไขมันของร่างกาย ช่วยลดความอยากของอาหารและลดไขมันด้วยค่ะ

 

16.เนยถั่ว

ส่วนใหญ่แล้วเนยถั่วจะนิยมนำมาเป็นเครื่องปรุงรสทาในแซนด์วิช หรือบนขนมปัง เนยถั่วเต็มไปด้วยสารอาหารที่ทำให้หน้าท้องเราแบนราบ คือไปช่วยลดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ลดคอเลสเตอรอล และเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีจากพืชอีกด้วยค่ะ พบว่าเมื่อโปรตีนเกิดการย่อยและเมื่อมันถูกย่อยสลายลงในกรดอะมิโนของร่างกาย โดยกรดอะมิโนหนึ่งในนั้นคือ phenylalanine จะไปกระตุ้นฮอร์โมนที่ช่วยลดความอยากอาหารและทำให้เร่งการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน และช่วยในการลดน้ำหนักค่ะ

 

17.กระเทียม

กระเทียมเป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหารไทยทั้งแบบสุกและสด ถึงแม้บางคนอาจจะไม่ชอบเมื่อรับประทานไปแล้วทำให้ลมหายใจไม่หอมสดชื่นเท่าที่ควร แต่ถ้าคุณรู้ถึงคุณค่าและประโยชน์จากกระเทียม คุณจะลืมเหตุผลนั้นไปโดยปริยายเลยล่ะค่ะ เพราะว่ากระเทียมจัดเป็นอาหารหรือตัวช่วยในการเร่งการเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยทีเดียว อีกทั้งยังสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการสร้างไขมัน (lipids) หรือโมเลกุลของไขมันในเลือดนั่นเองค่ะ

 

18.น้ำเปล่า

น้ำเปล่าเป็นอีกตัวเลือกที่มหัศจรรย์ถึงขั้นที่หลายคนนำมาดื่มเพื่อบำบัดโรคกันเลยทีเดียวค่ะ หลายคนไม่ชอบดื่มน้ำเปล่าในแต่ละวันดื่มไม่เพียงพอต่อความต้องการร่างกายด้วยซ้ำไป แต่ทราบหรือไม่คะยิ่งคุณดื่มน้ำมากเท่าไหร่นอกจากทำให้ผิวใสเปล่งปลั่งแล้วยังไปทำให้ลดแคลอรี่ที่ไม่จำเป็นต่อร่างกายลดลงง่ายขึ้นด้วย น้ำเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นและเป็นสิ่งสำคัญต่อระบบเผาผลาญของร่างกายช่วยทำให้ระบบเผาผลาญของคุณทำงานได้ดียิ่งขึ้น ลองใส่เลม่อนลงไปสักเสี้ยวแล้วดื่มยิ่งช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากเปลือกของเลม่อนที่ไปช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายทั้งยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้อีกด้วยค่ะ

 

19.เมล็ดฟักทอง

ก็อาจจะเป็นไปได้ที่หนึ่งในเหตุผลของระบบการเผาผลาญอาหารในร่างกายเราไม่สามารถเผาผลาญไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เนื่องจากเกิดจากระดับแมกนีเซียมในร่างกายของเรานั้นก็มีความจำเป็นต่อร่างกายเช่นกัน ซึ่งแมกนีเซียมจะไปช่วยในการผลิตและเก็บสะสมพลังงาน อีกทั้งยังช่วยเพิ่ม lipolysis (กระบวนการที่ร่างกายเราได้นำเอาไขมันออกไปใช้เป็นพลังงาน)

 

20.กิมจิ

ไม่น่าเชื่อว่ากิมจิที่เป็นอาหารประเภทผักดองก็จัดเป็นอาหารที่ช่วยในการเร่งการเผาผลาญได้อีกด้วยค่ะ ด้วยส่วนประกอบที่พบในกิมจิคือเชื้อโพรไบโอติกช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายให้ดีขึ้นและยังสามารถช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วยค่ะ

 

21.ขมิ้น

ขมิ้นที่ได้จัดเป็นเครื่องเทศอีกอย่างหนึ่งที่คนไทยนิยมนำมาปรุงอาหาร ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ก้าวไกลได้มีการค้นคว้าวิจัยต่างๆ จนเกิดมาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่เรียกว่าขมิ้นชันก็มีให้เห็นถมเถไป ด้วยความเป็นเอกลักษณ์จากสี กลิ่น และรสชาติของขมิ้นพบว่าสามารถต่อสู้กับไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากสารสำคัญที่มาจากขมิ้น เรียกว่า curcumin จัดเป็นตัวช่วยเร่งการเผาผลาญและช่วยในเรื่องท้องอืดท้องเฟ้อได้เป็นอย่างดีค่ะ

 

22.ผลไม้ตระกูลเบอรร์รี่

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จำพวก สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ จะเต็มไปด้วยสารโพลีฟีนอลซึ่งจะไปช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันและป้องกันยับยั้งไม่ให้เกิดขึ้น อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของผิวพรรณอีกด้วย โดยเฉพาะบลูเบอร์รี่ที่จัดเป็นแหล่งที่มีฤทธิ์ของสาร resveratrol ที่เป็น สารต่อต้านอนุมูลอิสระ นั่นเอง

 

www.flickr.com/photos/echadwick/2691099334/

www.flickr.com/photos/aryaziai/8731999161/

ควีนัวคืออะไร มีคุณค่าและประโยชน์อย่างไร

Source: Flickr (click image for link)

มาถึงอีกชนิดหนึ่งของอาหารที่ได้ถูกยกให้เป็นสุดยอดของอาหาร (Super Food) อีกอย่างหนึ่งเลยทีเดียว และจะไม่พูดถึงไม่ได้อย่างแน่นอนจากหัวข้อที่แล้วเกี่ยวกับ เมล็ดเจีย (Chia Seed) ซึ่งคิวต่อไปก็ต้องเป็นสุดยอดอาหารชนิดนี้เลยค่ะ และใครหลายคนต่างก็คงจะทราบกันบ้างอยู่แล้วสำหรับ “ควีนัว (Quinoa)” โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่หันมารักสุขภาพกันมากขึ้นคงไม่พลาดอาหารชนิดนี้เป็นอย่างแน่นอน และสำหรับในคนที่ยังกำลังหาข้อมูลหรือลังเลในการเลือกอาหารชนิดนี้มาลองรับประทาน ก็เร่เข้ามาทางนี้ได้เลยค่ะเดี๋ยวเราจะได้ทราบข้อมูลที่น่าสนใจนี้ไปพร้อมๆ กัน ถูกยกให้เป็นสุดยอดอาหารซะขนาดนี้แสดงว่าไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน โดยวันนี้จะเขียนรายละเอียดความเป็นมาและคุณค่าทางโภชนาการของควีนัวนั้นมีมากมายขนาดไหน ทำไมถึงได้นิยมกันมากนักในกลุ่มของคนที่รักสุขภาพ ควีนัว ได้ถูกจัดให้เป็นสุดยอดอาหารหรือ Super Food อย่างแท้จริงนี้ในปี 2013 ทางองค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้เป็นปีแห่งควีนัวเลยทีเดียวเชียวค่ะ แค่นี้ก็ทำให้อยากรู้ซะแล้วสิว่าเจ้าควีนัวนี้มีคุณค่ามากมายยังไงและมีประโยชน์อย่างไรบ้าง จะเข้ามาดูแบบผ่านๆ หรือจะมาเก็บข้อมูลก็ไม่ว่ากันค่ะข้อแค่บล็อกเกี่ยวกับสุขภาพที่ทำขึ้นมานี้ ได้แบ่งปันข้อมูลข่าวสารและสามารถเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านก็เพียงพอใจแล้วค่ะ อย่างนี้เรารีบมาอ่านข้อมูลของควีนัวกันเลยดีว่าเนอะ

 

ควีนัว (Quinoa) คืออะไร มีคุณค่าและประโยชน์อย่างไรบ้าง

Source: Flickr (click image for link)

ถึงแม้ว่าควีนัวจะเพิ่งมาเป็นที่รู้จักและเป็นที่สนอกสนใจนิยมกันเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาไม่นานนี้เองค่ะ โดยเฉพาะในกลุ่มของคนที่รักสุขภาพแต่รู้หรือเปล่าคะว่าควีนัวมีอายุยาวนานมากถึง 7,000 ปีมาแล้ว (นี่เราไปอยู่ไหนมา) ก็อาจจะเป็นเพราะว่าควีนัวเป็นพืชพันธุ์พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดอยู่บนเทือกเขาแอนดิสทางแถบทวิปอเมริกาใต้ของประเทศเปรู โบลิเวีย โคลอมเบีย ชิลี และเอกวาดอร์ นู่นแน่ะ เราจึงยังไม่ได้รู้จักกันให้เร็วกว่านี้สิน่ะ แล้วควีนัวเนี่ยก็ยังเป็นอาหารชั้นยอดของชาวอินคาโบราณอีกด้วยค่ะ โดยชาวอินคาได้ขนานนามให้กับพืชชนิดนี้ว่า “”the gold of the Incas” หรือ “ขุมทองของอินคา” นั่นเอง เพราะชาวอินคามีความเชื่อและถือว่าเจ้าเมล็ดควีนัวนั้นเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังทำการเพาะปลูกกันมานานแสนนานแล้วมากกว่าสามถึงสี่พันปีซะอีกค่ะ ด้วยลักษณะรูปร่างหน้าตาของเมล็ดควีนัวนั้นเหมือนกับธัญพืชเป็นเม็ดเล็กและกลม อีกทั้งยังมีหลักการในการรับประทานเหมือนกับข้าวสาลี ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์ หรือข้าวโอ๊ต หลายคนเลยเรียกกันว่าข้าวควีนัว ซึ่งในต่างประเทศเขาก็นิยมนำควีนัวมารับประทานกันแทนข้าวหรือพาสต้า แต่จริงๆ แล้วควีนัวนั้นยังจัดเป็นพืชตระกูลที่มีชนิดใกล้เคียงกับหัวบีท ผักขม และผักปวยเล้ง ซึ่งควีนัวจะมีทั้งหมด 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่ สีขาว สีแดงและสีดำ

Source: Flickr (click image for link)

ถึงแม้ว่าควีนัวจะมีประวัติที่ยาวนานและได้ล่วงเลยผ่านมาหลายพันปีแล้ว แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ควีนัว ก็กลับได้รับความนิยมและความสนใจกันเป็นอย่างมากอีกครั้งด้วยความที่ควีนัวมีประโยชน์ต่อสุขภาพและให้คุณค่าทางโภชนาการที่สูง จนในปี 1982 ประเทศสหรัฐอเมริกาถึงขั้นได้ออกประกาศแนะนำให้รัฐโคโลราโดปลูกพืชชนิดนี้ เนื่องจากกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในกลุ่มประเทศที่พื้นที่ไม่สามารถปลูกได้ทั่วไปค่ะ ซึ่งคนไทยก็เริ่มรู้จักกันในวงกว้างและนิยมไปซื้อมารับประทานแต่ควีนัวก็ยังคงเป็นพืชที่ประเทศไทยยังคงนำเข้ามา และเราอาจจะพบเห็นได้กันตามซูปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปค่ะ

 

ทำไม ควีนัว (Quinoa) ถึงได้ถูกยกให้เป็นสุดยอดอาหารหรือ Super Food

หลายคนที่ยังสงสัยว่าความแตกต่างของพืชที่เรียกว่า ควีนัว ซึ่งละม้ายคล้ายคลึงกับชนิดของอาหารประเภทธัญพืชอย่าง ข้าวต่างๆ อีกทั้งกรรมวิธีในการทำก็ถือว่าทำแบบเดียวกับการหุงข้าวเลยก็ว่าได้ และก็คงมีความคิดขึ้นมาว่าอย่างนี้ก็คงไม่ต่างกับข้าวที่ให้แป้งหรือคาร์โบไฮเดรตที่สูงแล้วอย่างนี้จะเพื่อสุขภาพได้อย่างไร เพราะที่แน่ๆ คนที่กำลังควบคุมข้าว แป้ง น้ำตาล คงจะไม่ชอบใจแน่ๆ งั้นจะบอกอีกทีก็ได้ค่ะว่า ควีนัว ในทางพฤกษาศาสตร์แล้วเป็นพืชตระกูลเครือเดียวกันกับพืชตระกูลผักขม หัวบีท ถึงจะมีคาร์โบไฮเดรตอยู่แต่ก็จะไม่มากเท่าพวกข้าว แถมนั่นก็หมายความว่าควีนัวนั้นปราศจากกลูเต้นหรือ Gluten Free นั่นเอง ใครที่แพ้ก็หายห่วงค่ะ และที่พิเศษของ ควีนัว คือเขามีโปรตีนและไฟเบอร์สูงอยู่เยอะมากรวมถึงสารอาหารต่างๆ ที่สำคัญมากมายเลยทีเดียวค่ะ อ่ะพูดเฉยๆ ก็คงไม่เห็นภาพ เดี๋ยวไปดูสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการของ ควีนัว กันเลยดีกว่าค่ะ

 

คุณค่าทางโภชนาการของควีนัวสุกในปริมาณ 1 ถ้วย (185 กรัม)

ให้พลังงาน 222 กิโลแคลอรี่

น้ำ                                                                  —–> 72%

คาร์โบไฮเดรต                       39.4 กรัม           —–> 21.3%

น้ำตาล                                    1.6 กรัม

ใยอาหาร                                 5.2 กรัม

โปรตีน                                     8.1 กรัม           —–> 4.4%

ไขมัน                                       3.6 กรัม          —–> 1.92%

ไขมันอิ่มตัว                            0.43 กรัม

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว           0.98 กรัม

ไขมันไม่อิ่มตัว                        1.99 กรัม

กรดไขมันโอเมก้า 3               0.16 กรัม

กรดไขมันโอเมก้า 6                1.8  กรัม

 

วิตามินอี                                   6%

ไทอะมีน                                  13%

แมงกานีส                                58%

แมกนีเซียม                              30%

ฟอสฟอรัส                               28%

โฟเลต                                     19%

ทองแดง                                  18%

ธาตุเหล็ก                                 15%

สังกะสี                                     13%

โพแทสเซียม                             9%

 

จากข้อมูลทางโภชนาการของสารอาหารต่างๆ ที่มีอยู่ในควีนัวเพียงแค่ 1 ถ้วยยังให้ค่าสารอาหารต่างๆ ล้นหลามขนาดนี้ คงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมถึงได้ถูกยกให้เป็นสุดยอดอาหารแห่งปี 2013 อีกทั้งยังเป็นชนิดของอาหารที่เหมาะกับคนที่รักสุขภาพเป็นอย่างมากแถมรสชาติอร่อยด้วยนะเออ รอช้าอยู่ใยไปค่ะไปหามาหุงมารับประทานกัน!

 

อ้างอิง : ข้อมูลสารอาหารทางโภชนาการจาก https://authoritynutrition.com/foods/quinoa/

www.flickr.com/photos/sweetbeetandgreenbean/3251067698/

www.flickr.com/photos/mariano-mantel/17006176929/

www.flickr.com/photos/65173362@N07/10935422944/